แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครูสอนเปียโน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครูสอนเปียโน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 เรื่องต้องทำถ้าตัดสินใจไปหาโรงเรียนเปียโน



โดย พ่อน้องเพลิน

เมื่อเราอยากพาลูกไปเรียนเปียโนที่โรงเรียนดนตรีที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน ผมมีคำแนะนำ 10 ข้อก่อนที่จะเลือกโรงเรียนให้ลูก ไปกันเลยอย่าชักช้า

1. ดูว่าเจ้าของโรงเรียนเอาใจใส่หรือไม่ ไปสมัครครั้งแรกเจอเจ้าของโรงเรียนหรือเปล่า ตามตัวยากมั๊ย อย่าจบดีลเพราะเจอธุระการด้านหน้านะครับ เพราะเราต้องเอาเจ้าของโรงเรียนมาช่วยวางแผนการเรียนของลูกเราแบบยาวๆ แถมเจ้าของโรงเรียนจะบอกได้ว่าเราจะรับชะตากรรมในอนาคตอย่างไร ตั้งแต่เรื่องครู และอีกจิปาถะ เอาใจใส่ ดูแลทุกกระบวนการหรือไม่ เรื่องนี้เรื่องใหญ่พลาดไม่ได้เลย

2. ครูเปียโนมีกี่ระดับ ต้องเห็นใจโรงเรียนพวกนี้ เพราะครูเก่งๆ จะมักไม่ค่อยมาสอนในโรงเรียนพวกนี้ ดังนั้นอาจจะมีคละกันไป คือครูใหม่กับครูเก่า ซึ่งหลายครั้งที่เขาเอาครูใหม่ไม่มีประสบการณ์มาสอนเด็กใหม่เลย คราวนี้ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ก็ต้องทำใจ แต่ถ้าเข้าไปแล้วได้ครูเก่าฝีมือดีถือเป็นโชคของเรา ถ้าเราต่อรองได้ก็ดี แต่ที่สำคัญคือ ต้องมีครูเปียโนทั้งที่สอนในระดับเด็กเล็ก และสอนในระดับเด็กโต ไปจนถึงขั้นมือโปรอยู่ด้วย เราจะได้วางแผนระยะยาวของเราได้ถูก การจะให้เติบโตไปด้วยกันระหว่างครูดนตรีและเด็กน่าจะไม่ถูกต้อง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิจารณาอีกเหมือนกัน

3. ลักษณะของคอร์สและการเก็บเงิน เรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ จงเข้าใจว่าเราไม่ได้จ่ายครั้งแรกเพียงครั้งเดียวแล้วลูกเราจะเล่นเปียโนเก่งนะครับ เรายังต้องเสียเงินกันอีกเป็นสิบปี ดังนั้นเงื่อนไขทางการเงินสำคัญมาก ลงครั้งและกี่คอร์สที่เป็นภาคบังคับ มีอะไรที่ยืดหยุ่นให้กับเราได้บ้าง ต้องเจรจาต้องตกลงกันแต่เนิ่นๆ ส่วนลดมีหรือเปล่า อย่างไรบ้าง ที่สำคัญเก็บเงินไปแล้วจะปิดโรงเรียนหนีเราหรือเปล่า ต้องประเมินด้วยนะครับ

4. ห้องเรียนเปียโนเหมาะสมหรือไม่ เรื่องนี้ผู้ปกครองหลายคนลืมนึกถึงไป ลองคิดดูลูกเราต้องไปนั่งใน ห้องเรียนเปียโนเป็นชั่วโมงในนั้นจะรู้สึกอย่างไรหากห้องนั้นมีปัญหา ลักษณะของห้องส่วนใหญ่ก็จะมีเปียโนหนึ่งตัว เก้าอี้อีกสองตัว ตัวแรกให้ลูกเรานั่งเล่น อีกตัวให้ครูผู้สอน ส่วนใหญ่ห้องจะเป็นห้องปิดมีช่องแอร์เพื่อทำให้เย็นและระบายอากาศ ถ้าห้องดูมืดทึมเกินไป แอร์ก็เก่าแก่เหลือเกินไม่เคยเปลี่ยน หรือไม่ทำระบบแอร์ที่ดี คุณจะเจอว่าแอร์มันจะเสียบ่อย และไม่เหมาะกับการเรียนการสอน ที่สำคัญผมอยากให้ดูลักษณะห้อง ห้องเปียโนที่ดีควรจะมีประตูใส คือใครเดินผ่าน หรือผู้ปกครองนั่งอยู่ด้านหน้าก็สามารถเห็นว่าลูกเราทำอะไรอยู่ เรื่องนี้สำคัญมากนะครับ โดยเฉพาะการมีลูกสาวไปเรียนเปียโน

5. เครื่องดนตรีดูดีมีระดับ ผมไปหลายโรงเรียนสำรวจดูว่าแต่ละโรงเรียนใช้อุปกรณ์อะไรในการเรียนการสอนบ้าง ต้องบอกเลยนะครับ หลายโรงเรียนนั้นแทบจะเหมือนกันหมด คือไม่นิยมซื้อของแพงคุณภาพดีมาให้เด็กเรียนกัน ก็เข้าใจนะครับซื้อมาแพงเสียงอย่างดี แต่มาเจอเด็กที่หลากหลาย รักษาบ้างไม่รักษาบ้าง พังมาเยอะ แล้วใครจะกล้าเอาของดีมาให้เรียน แต่สำหรับผมใครเอาของดีมาให้เรียนผมเชื่อว่าเขาดูแลลูกคุณอย่างดี และก็ดูแลเครื่องดนตรีอย่างดีด้วยเช่นกัน ที่สำคัญเปียโนนั้นต้องการการดูแล เล่นกันทั้งวันโอกาสเสียงเพี้ยนมีสูงมาก ดังนั้นโรงเรียนต้องหมั่นจูนตั้งสายให้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกเราเล่นเปียโนเสียงเพี้ยนอยู่นั่นแหละ แล้วมันจะจดจำเสียงของโน้ตแต่ละตัวได้อย่างไร ยิ่งถ้าโรงเรียนไหนกล้าๆ เอาแกรนด์เปียโนมาให้ลูกศิษย์เรียนนี่ผมจะกราบเลยครับ เพราะนั่นคือสุดยอดแล้ว ลูกเราจะได้คุ้นกับเสียงดีๆ ของเปียโน และไม่ตื่นเวลาที่ต้องเจอแกรนด์เปียโนพวกนี้

แค่ 5 ข้อก็กินพื้นที่ไปเยอะแล้ว พวกนี้เป็นอย่างย่อ รายละเอียดแต่ละจุดนั้นเยอะมาก ผมไม่อยากให้การไปเลือกโรงเรียนทำแบบง่ายๆ เราต้องวางแผนให้ดี ให้เนี๊ยบ แล้วลูกเราจะมีความสุขกับการเรียนดนตรี เราได้จ่ายเงินที่คุ้มค่า ครั้งหน้าผมจะมาต่ออีก 5 ข้อ เพื่อจบเรื่องการเลือกโรงเรียนกัน ติดตามต่อนะครับ

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เลือกครูเปียโน ที่มาและค่าจ้างต้องละเอียด



โดย พ่อน้องเพลิน


ได้เปียโนไปแล้ว จ้างครูมาสอนที่บ้านก็เงื่อนไขเยอะ แต่ถ้าครูเก่งแล้วยอมมาสอนที่บ้านก็โอเคเลยนะครับ ส่วนใหญ่ครูเก่งๆ ก็ราคาแพงตามมา ผมแยกแยะประมาณนี้นะครับ ถ้าไปเรียนดนตรียังสถาบันทั่วไป ราคาเฉลี่ยประมาณ 600 บาทต่อชั่วโมง ถ้าจ้างครูมาสอนตามบ้านก็เริ่มต้นที่ 1,000 บาทต่อชั่วโมง

ยิ่งเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะสมัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วครูดนตรีไม่ใช่หาง่ายๆ เพราะมหาวิทยาลัยที่ผลิต คนดนตรีออกมาสู่ตลาด ยังน้อยกว่าผลิตหมอเลยครับ ดังนั้นครูดนตรีหนึ่งคนบางทีรับผิดชอบเด็กเป็นร้อยต่อสัปดาห์ก็มี แต่ขณะเดียวกันค่าเรียนก็ไม่สูงมากนัก

แต่เดี๋ยวนี้ครูดนตรีเยอะขึ้น เพราะมีหลายมหาวิทยาลัยเปิดสอน แถมยังมีมหาวิทยาลัยดนตรีโดยเฉพาะขึ้นมา คราวนี้บุคลากรเราเดินกันล้นตลาด มีให้เลือกเยอะเลย แต่ในทางกลับกันผู้ปกครองเราก็อยากได้ครูที่ผ่านมหาวิทยาลัยดนตรี เนื่องจากมีทัศนคติว่า พวกนี้ต้องเก่งแน่ๆ และตั้งใจอยู่กับวงการนี้จริงๆ

เท่าที่สำรวจตลาดค่าตัวครู ผมไม่รู้ว่าด้วยความคิดและทัศนคติเช่นนี้หรือเปล่า ทำให้เด็กที่กำลังเรียนในมหาวิทยาลัยดนตรีเหล่านั้น ขึ้นค่าตัวเป็นระดับ 1,000 บาทต่อชั่วโมงกันไปเรียบร้อยแล้ว โดยให้เหตุผลว่า กว่าจะมาถึงขั้นนี้ต้องใช้เงินลงทุนเรียนไปเยอะมาก ถึงเวลาต้องถอนทุนคืน

ดังนั้นพวกที่สอนมาเป็นสิบๆ ปี ก็ต้องเจอสถานการณ์ค่าแรงชนเพดาน นั่นคือ ข้างล่างดันมาจ่อแล้ว แต่ขณะเดียวกันจะเขยิบค่าตัวของตนเองขึ้นไป ก็ต้องตั้งราคาสูง พ่อแม่ทั้งหลายก็จะไม่ยอมจ่ายไปมากกว่านี้ ตลาดตรงนี้ถือว่าเดือดมากเลยครับ

คำถามก็คือ แล้วจะเลือกครูจากที่ไหนดีมาสอนที่บ้าน ผมให้สังเกตอย่างนี้ครับ ถ้าเอานักเรียนที่ยังเรียนไม่จบ แล้วเรียกราคาแพง ถ้าคุณพอใจฝีมือก็จัดไปไม่ต้องลังเล แต่ถ้าจะเอาครูรุ่นเก่า เอาแบบมีดีกรีจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ อันนี้ต้องทำความเข้าใจกันอีกนิด ตามมาครับผมจะบอก

สมัยก่อนมี 3 มหาวิทยาลัยที่ผลิตดนตรี แต่ผลิตคนดนตรีที่แตกต่างกัน ผมขอไม่ระบุชื่อสถาบันไปตามหากัน เอาเอง มหาวิทยาลัยแรก เป็นหลักสูตร ครูดนตรี เรียกง่ายๆ ว่าเป็นคุรุศาสตร์ อันนี้ต้องบอกว่าตอนนั้นเข้ายากสุด และสอนให้ออกมาเป็นครูดนตรีที่ดีเลย ถ้าเจอสถาบันนี้ให้คว้าไว้ก่อน



อีกสองสถาบัน แห่งหนึ่ง เป็นหลักสูตรศิลปกรรม พวกนี้เรียนเพื่อเป็นศิลปินจริงๆ ออกแนวติ๊ดๆ พูดง่ายๆ เรียนเพื่อจะมาเล่นเป็นอาชีพ อีกสถาบันหนึ่งประเภทกึ่งๆ เรียนมาเพื่อเป็นคนเบื้องหลัง Compose บ้าง แต่งเพลงบ้าง รับใช้อุตสาหกรรมดนตรีมากกว่า แต่ฝีมือและความเป๊ะนี่สุดยอด ดังนั้นบุคลิกจะแตกต่างกัน สองอันหลังถ้าให้เลือกผมเลือกอันสุดท้ายครับ

ดังนั้นการสอบถามที่มา สอบถามประวัติของครู จะรู้ค่าย รู้สำนัก รู้วิธีการรับมือครูในระยะยาว และได้รู้ว่าลูกเรากำลังเดินไปทางไหนด้วย ต้องละเอียดนิดนึงนะครับ

พาครูเปียโนมาสอนที่บ้าน ข้อดีและข้อเสียที่ต้องตระหนัก



โดย พ่อน้องเพลิน



พาไปซื้อเปียโนกันแล้ว จำเป็นนะครับเพราะเรียนเปียโนถ้าไม่มีเปียโนซ้อม รับรองเรียนไปไม่ถึงไหนแน่ คราวนี้ผมจะพาไปลงเรียนเปียโนกัน

อย่างแรกคำถามก็คือ จะพาไปเรียนที่โรงเรียนดนตรี หรือว่าจะเอาครูมาสอนที่บ้านดี???

จากประสบการณ์ของผม การไปเรียนที่โรงเรียนดนตรีเด็กจะเรียนได้เร็วกว่าเอาครูมาสอนที่บ้าน มีหลายสาเหตุครับ จากการถามครูดนตรีที่ไปสอนตามบ้านและสอบถามผู้ปกครองทั้งหลายพบว่า ปัญหาที่เลือกสอนที่บ้านมีตั้งแต่ ครูจะมาสอนไม่ตรงเวลา ซึ่งเป็นไปได้หลายกรณี ตั้งแต่ครูสอนเด็กคนอื่นติดกับลูกของเรา และเวลาเดินทางมันอาจเกิดปัญหา ประมาณว่าทั้งจราจรและคิวมันแน่นเกินไป

ที่เจอบ่อยๆ ก็คือ ลูกติดพัน สอนหนึ่งชั่วโมงแต่จริงๆ แล้วมันเกินเวลา ผู้ปกครองบางคนอาจจะคิดว่า น่าจะได้กำไร เพราะได้เวลาของครูมาเพิ่ม ห้ามคิดอย่างนั้นเด็ดขาดนะครับ เพราะเรื่องอย่างนี้มีได้มีเสีย

อีกเคสหนึ่งที่เจอก็คือ บรรยากาศที่สบายๆ ของบ้านทำให้เด็กดูไม่จริงจัง ผมเจอเคสอย่างนี้ครับ เชิญครูมาสอนที่บ้าน พ่อแม่ก็ต้องเตรียมขนมนมเนยไว้ให้ครู ครูไม่ทานไม่ได้ เสียเวลาทานไปอีกเท่าไหร่ ลูกเราเรียนวิ่งไปสั่งคนนั้นคนนี้ บางประสบการณ์นี่ครูกลายเป็นคนใช้ของบ้านไปเลยก็มี เด็กบอกว่าอย่าไปเป็นครูเลย มาเป็นพี่เลี้ยงหนูเถอะ โดยเฉพาะไปเจอบ้านที่ตามใจลูกเป็นอันจบ วิชาเปียโนไม่ต้องสอนกันพอดี

เรื่องครูมาสอนไม่ตรงเวลานี่หลายคนเจอมาเยอะนะครับ ยิ่งครูที่วิ่งรอก หรือครูที่มีงานประเภทต้องไปแสดงที่ไหนๆ อยู่แล้ว โอกาสที่จะยกเลิกการสอนมีสูงมาก การที่เรียนไม่ต่อเนื่องนี่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กนะครับ ผมเตือนไว้ก่อน

การจัดสรรเวลาที่ไม่ลงตัวอาจทำให้ผู้ปกครองยุคใหม่อย่างพวกเราหงุดหงิดใจได้ครับ เพราะจริงๆ ลูกเราจะเสียโอกาสอย่างมาก จะไปเล่นกีฬาก็ไม่ได้ จะนัดติวอะไรอย่างอื่นก็ไม่ได้ แต่สุดท้ายมายกเลิกคิวซะงั้น จบกัน

อีกประการหนึ่งก็คือ การสอบ การเรียนกับครูที่บ้าน ครูจะไม่เน้นการสอบเท่าไหร่ ไม่เหมือนโรงเรียนที่จะพยายามทำให้เด็กเข้าเกณฑ์การสอบให้มากที่สุด ถ้าเราเพียงแค่อยากให้ลูกเล่นเป็น มีความสุขกับการเล่น ไม่เน้นต้องไปแข่งขันหรือไปเป็นครูในอนาคต เรื่องสอบไม่สำคัญ ก็คงต้องจ้างครูมาสอนตามบ้านไปเรื่อยๆ บางทีสอนกันเป็นสิบๆ ปีก็มี อันนี้เราต้องเข้าใจกันไว้ก่อน

ข้อดีอย่างหนึ่งของครูสอนเปียโนตามบ้านก็คือ เราจะรู้จักครูเป็นอย่างดี ครูจะเป็นเหมือนคนในครอบครัวของเราต่อไปในอนาคต ดังนั้นต้องเลือกให้ดี ถ้ามีลูกสาวก็อย่าเลือกครูดนตรีที่เป็นผู้ชายวัยรุ่นซะหละ หรือถ้ามีลูกชายถ้าไม่หวงก็แล้วไป ไม่งั้นจะเหมือนในหนังคลาสสิคกันได้ การสอนมันใกล้ชิด และดนตรีมันเอื้อกับอารมณ์หลายอย่าง ตอนเด็กๆ ก็ไม่เท่าไหร่ ตอนโตขึ้นแล้วมันก็อีกเรื่องหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่งก็คือ การสอนตามบ้านมันใช้เวลานาน ดังนั้นเราคงไม่อยากจะสอนๆ ไปแล้วต้องมางานศพกันทีหลัง ดังนั้นการเลือกครูต้องมองระยะยาวกันไปเลย ถ้าได้ครูวัยประมาณสามสิบต้นๆ นี่กำลังดี ยิ่งถ้ามีครอบครัวแล้วยิ่งดีเลยครับ

จุดหนึ่งที่ใครหลายคนอาจทักท้วงว่า การมีครูคนเดียวมันไม่ดีนะ ผมก็เชื่ออย่างนั้น เพราะถ้าครูคนนั้นสอนผิด ตั้งแต่การวางมือ รับรองอนาคตของลูกเราเป็นอันจบกัน และผมเชื่อว่าครูจะถนัดสอนพื้นฐานกับขั้นสูงแตกต่างกัน ดังนั้นนี่คือจุดอ่อนของครูตามบ้าน