แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงเรียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงเรียน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พาลูกไปเรียนเปียโน ที่สถาบันดนตรี คุณจะเจออะไร???



โดย พ่อน้องเพลิน

การเรียนดนตรีมีครูดีเป็นลาภอันประเสริฐ มีคำถามว่า ไปเรียนกับครูที่สอนตามบ้านดีไหม ถ้าเข้าเกณฑ์นี้ไปเลยนะครับ 1. ใกล้บ้าน 2. สภาวะแวดล้อมในบ้านของครูเอื้อกับการเรียน เช่น ครูไม่มีลูกอ่อน คนในครอบครัวครูไม่มายุ่มย่าม หรือ มีกิจการอื่นภายในบ้านอยู่แล้ว เช่น ขายก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ 3.ค่าเรียนไม่แพงเวอร์ 4. ครูเก่ง และสอนถูกหลักการ มีประสบการณ์มายาวนาน ถ้าได้อย่างนี้ก็เอาเลยครับ

แต่ถ้าไม่เจอทั้งครูที่รับมาสอนที่บ้าน ไม่อยากได้ครูสอนที่บ้านครูเอง ก็ต้องพึ่งพาโรงเรียนสอนดนตรีทั่วไปแล้วครับ แล้วจะเลือกยังไงดี มาเลยครับตามผมมา

ประการแรกผมจะถามก่อนเสมอว่า คุณติดแบรนด์หรือเปล่า??? ถ้าใช่ไปโรงเรียนที่มีแบรนด์เลย โรงเรียนเขามีอยู่ทุกจุดทั่วประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ตามห้าง หรือว่าตามหัวมุมถนนต่างๆ ถามว่าใช้ได้ไหม ผมเล่ารายละเอียดให้ฟังดีกว่า

โรงเรียนแบรนด์พวกนี้เน้นขายแฟรนไชส์เป็นหลัก ยิ่งโรงเรียนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหวังผลการขายสินค้าเครื่องดนตรีแบรนด์เขาด้วยยิ่งเข้าทาง เพราะยิ่งเปิดมาก ยิ่งเป็นการโปรโมทเครื่องดนตรีของเขามากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เขามีสิทธิ์ทำและยังสามารถทำโรงเรียนดนตรีให้ดีได้อยู่

แต่สิ่งที่เราต้องกังวลก็คือ ธรรมชาติของแบรนด์พวกนี้ก็คือ ขายหลักสูตรและการจัดการให้กับพวกมีเงินเปิดโรงเรียน แต่ไม่ได้มีความรู้เรื่องดนตรีอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันถ้าเปิดเองลงทุนเอง ก็เน้นขยายกิจการไปเยอะๆ เพื่อเน้นการตลาด

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เจอเลยก็คือ โรงเรียนดนตรีมีแบรนด์เหล่านี้ จะเก็บครูดีๆ ไว้ไม่ค่อยได้ การหมุนเวียนครูของแต่ละที่จะสูงมาก อายุงานของครูเฉลี่ยประมาณ 1 ปี มีหลายสาเหตุครับที่เก็บครูกันไว้ไม่ได้ แต่ก็มีพวกฟรีแลนซ์ หรือพวกทำงานปกติ แล้วมาเป็นครูช่วงเสาร์อาทิตย์ก็มี พวกนี้นี่อยากเป็นครูสอนจริงๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่มักเจอกันเป็นประจำคือ เรื่องความยืดหยุ่นของเวลาเรียน แน่นอนโรงเรียนพวกนี้จะมีระบบอย่างมาก ถ้าเราลงเวลาเรียนเอาไว้แล้ว ไม่มาเรียนตามกำหนดนัด โอกาสที่จะถูกตัดเวลาเรียนนั้นไปเลยมีค่อนข้างสูง บางโรงเรียนธุระการด้านหน้านั่นแหละครับตัวแสบ เราไม่มาก็ตัดเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองซะอย่างนั้น

สิ่งหนึ่งที่เรามักจะเจอก็คือ เราจะเรียนดนตรีอะไรก็แล้วแต่ ทางโรงเรียนจะคะยั้นคะยอ หรือใช้ครูมาบังคับเด็กให้ซื้อเครื่องดนตรีจากโรงเรียนเท่านั้น เรื่องนี้แก้ไม่หาย และยังฝังหัวอีกว่าแบรนด์นี้เท่านั้นที่เป็นสินค้าดี แบรนด์อื่นมีปัญหาหมด ทำให้เด็กและผู้ปกครองโลกแคบกันไปเลยทีเดียว

ยังไม่พอเรื่องตำราเรียน อันนี้บังคับซื้อกันแบบยกชุดก็มี เรียนถึง เรียนไหวหรือเปล่า ไม่ต้องถามกัน เหมาซื้อกันไปเลย และตำราเรียนดนตรีไม่ใช่เล่มละถูกๆ ก็ต้องจ่ายกันไป

เล่ห์เหลี่ยมที่เราจะเจอยังมีอีก นั่นคือ การสมัคร ต้องมีค่าสมัครแรกเริ่มหรือไม่ ถ้ามีอันนี้ก็น่าเจ็บปวดพอสมควร เหมือนเราไปง้อยังไงอย่างงั้น ต่อด้วยจะต้องลงคอร์สขั้นต่ำกี่คอร์ส อันนี้มีความหมายพอสมควร เงื่อนไขนี้แล้วแต่วิชาที่เรียนด้วยนะครับ เปียโนอาจจะอย่างหนึ่ง กีตาร์อาจจะอีกอย่างหนึ่ง

คราวนี้มาดูกันว่า การสมัครคอร์สขั้นต่ำนี่จะมีความหมายอะไร เพราะแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน แถมโรงเรียนเดียวกันยังขึ้นกับสถานการณ์การเงินในแต่ละช่วงอีกด้วย เช่น ช่วงนั้นการเงินยอบแยบ กลัวคนไม่มาเรียนอาจจะเก็บคอร์สสั้นๆ เอาสักหนึ่งหรือสองคอร์ส แต่ถ้าเริ่มไม่ง้อลูกค้าอาจเก็บสักสามคอร์สขึ้นไป

แน่นอนครับการเก็บคอร์สยาวในช่วงเริ่มต้นนั้นผู้ปกครองลำบากแน่ครับ ต้องเอาเงินก้อนมาจ่ายเพื่อให้ลูกเรียนเปียโน แถมยังทำให้ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนใจได้เลย หากเรียนไปแล้วไม่ชอบ อาจต้องทนเรียน ทนเบื่อกันต่อไป ลากกันไปทั้งพ่อแม่ลูก เรียนดนตรีครั้งนี้อาจไม่มีความสุขได้

ผมแนะนำตรงนี้เลยนะครับว่า อย่าเพิ่งไปติดแบรนด์ ดูว่าเขาจะเอาใครมาสอนเปียโนลูกเรา ประสบการณ์เขาขนาดไหน สอนมาแล้วกี่ปี มีคอร์สทดลองหรือเปล่า ลงไปนั่งสักครึ่งชั่วโมงก็จะรู้ว่าครูคนนั้นเคมีเข้ากับลูกเราหรือเปล่า เสร็จแล้วเครื่องดนตรีเราซื้อเองได้ไหม หนังสือเรียนบังคับกันหรือเปล่า ต้องลงคอร์สยาวขนาดไหน ฯลฯ คุยให้จบเลยทีเดียว จะได้หายคาใจ เพราะลูกเรายังต้องเรียนอีกนานหลายปี

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พาครูเปียโนมาสอนที่บ้าน ข้อดีและข้อเสียที่ต้องตระหนัก



โดย พ่อน้องเพลิน



พาไปซื้อเปียโนกันแล้ว จำเป็นนะครับเพราะเรียนเปียโนถ้าไม่มีเปียโนซ้อม รับรองเรียนไปไม่ถึงไหนแน่ คราวนี้ผมจะพาไปลงเรียนเปียโนกัน

อย่างแรกคำถามก็คือ จะพาไปเรียนที่โรงเรียนดนตรี หรือว่าจะเอาครูมาสอนที่บ้านดี???

จากประสบการณ์ของผม การไปเรียนที่โรงเรียนดนตรีเด็กจะเรียนได้เร็วกว่าเอาครูมาสอนที่บ้าน มีหลายสาเหตุครับ จากการถามครูดนตรีที่ไปสอนตามบ้านและสอบถามผู้ปกครองทั้งหลายพบว่า ปัญหาที่เลือกสอนที่บ้านมีตั้งแต่ ครูจะมาสอนไม่ตรงเวลา ซึ่งเป็นไปได้หลายกรณี ตั้งแต่ครูสอนเด็กคนอื่นติดกับลูกของเรา และเวลาเดินทางมันอาจเกิดปัญหา ประมาณว่าทั้งจราจรและคิวมันแน่นเกินไป

ที่เจอบ่อยๆ ก็คือ ลูกติดพัน สอนหนึ่งชั่วโมงแต่จริงๆ แล้วมันเกินเวลา ผู้ปกครองบางคนอาจจะคิดว่า น่าจะได้กำไร เพราะได้เวลาของครูมาเพิ่ม ห้ามคิดอย่างนั้นเด็ดขาดนะครับ เพราะเรื่องอย่างนี้มีได้มีเสีย

อีกเคสหนึ่งที่เจอก็คือ บรรยากาศที่สบายๆ ของบ้านทำให้เด็กดูไม่จริงจัง ผมเจอเคสอย่างนี้ครับ เชิญครูมาสอนที่บ้าน พ่อแม่ก็ต้องเตรียมขนมนมเนยไว้ให้ครู ครูไม่ทานไม่ได้ เสียเวลาทานไปอีกเท่าไหร่ ลูกเราเรียนวิ่งไปสั่งคนนั้นคนนี้ บางประสบการณ์นี่ครูกลายเป็นคนใช้ของบ้านไปเลยก็มี เด็กบอกว่าอย่าไปเป็นครูเลย มาเป็นพี่เลี้ยงหนูเถอะ โดยเฉพาะไปเจอบ้านที่ตามใจลูกเป็นอันจบ วิชาเปียโนไม่ต้องสอนกันพอดี

เรื่องครูมาสอนไม่ตรงเวลานี่หลายคนเจอมาเยอะนะครับ ยิ่งครูที่วิ่งรอก หรือครูที่มีงานประเภทต้องไปแสดงที่ไหนๆ อยู่แล้ว โอกาสที่จะยกเลิกการสอนมีสูงมาก การที่เรียนไม่ต่อเนื่องนี่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กนะครับ ผมเตือนไว้ก่อน

การจัดสรรเวลาที่ไม่ลงตัวอาจทำให้ผู้ปกครองยุคใหม่อย่างพวกเราหงุดหงิดใจได้ครับ เพราะจริงๆ ลูกเราจะเสียโอกาสอย่างมาก จะไปเล่นกีฬาก็ไม่ได้ จะนัดติวอะไรอย่างอื่นก็ไม่ได้ แต่สุดท้ายมายกเลิกคิวซะงั้น จบกัน

อีกประการหนึ่งก็คือ การสอบ การเรียนกับครูที่บ้าน ครูจะไม่เน้นการสอบเท่าไหร่ ไม่เหมือนโรงเรียนที่จะพยายามทำให้เด็กเข้าเกณฑ์การสอบให้มากที่สุด ถ้าเราเพียงแค่อยากให้ลูกเล่นเป็น มีความสุขกับการเล่น ไม่เน้นต้องไปแข่งขันหรือไปเป็นครูในอนาคต เรื่องสอบไม่สำคัญ ก็คงต้องจ้างครูมาสอนตามบ้านไปเรื่อยๆ บางทีสอนกันเป็นสิบๆ ปีก็มี อันนี้เราต้องเข้าใจกันไว้ก่อน

ข้อดีอย่างหนึ่งของครูสอนเปียโนตามบ้านก็คือ เราจะรู้จักครูเป็นอย่างดี ครูจะเป็นเหมือนคนในครอบครัวของเราต่อไปในอนาคต ดังนั้นต้องเลือกให้ดี ถ้ามีลูกสาวก็อย่าเลือกครูดนตรีที่เป็นผู้ชายวัยรุ่นซะหละ หรือถ้ามีลูกชายถ้าไม่หวงก็แล้วไป ไม่งั้นจะเหมือนในหนังคลาสสิคกันได้ การสอนมันใกล้ชิด และดนตรีมันเอื้อกับอารมณ์หลายอย่าง ตอนเด็กๆ ก็ไม่เท่าไหร่ ตอนโตขึ้นแล้วมันก็อีกเรื่องหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่งก็คือ การสอนตามบ้านมันใช้เวลานาน ดังนั้นเราคงไม่อยากจะสอนๆ ไปแล้วต้องมางานศพกันทีหลัง ดังนั้นการเลือกครูต้องมองระยะยาวกันไปเลย ถ้าได้ครูวัยประมาณสามสิบต้นๆ นี่กำลังดี ยิ่งถ้ามีครอบครัวแล้วยิ่งดีเลยครับ

จุดหนึ่งที่ใครหลายคนอาจทักท้วงว่า การมีครูคนเดียวมันไม่ดีนะ ผมก็เชื่ออย่างนั้น เพราะถ้าครูคนนั้นสอนผิด ตั้งแต่การวางมือ รับรองอนาคตของลูกเราเป็นอันจบกัน และผมเชื่อว่าครูจะถนัดสอนพื้นฐานกับขั้นสูงแตกต่างกัน ดังนั้นนี่คือจุดอ่อนของครูตามบ้าน

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

ตำราเรียนและโน้ตเพลง ใครว่าไม่สำคัญ

โดย พ่อน้องเพลิน

นอกจากค่าเล่าเรียนกับโรงเรียนหรือครูตามปกติแล้ว ยังไม่นับรวมถึงเครื่องดนตรีที่ต้องซื้อให้ลูกซ้อมหรือนำไปเรียน ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งที่ผู้ปกครองลืมนึกไปก็คือ ค่าหนังสือเรียน

จริงๆ ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่น่าจะคุ้นเคยนะครับ เพราะตอนเปิดเทอมโรงเรียนปกติของลูกพวกเราก็ต้องควักเงินจ่ายค่าหนังสือกันอยู่แล้ว และค่าหนังสือเราก็ไม่ได้เลือกเองอีกด้วย ทางโรงเรียนเลือกมาให้เสร็จว่าจะสอนในเล่มนี้ เอาแบบชุดแพคหนึ่งปีกันไปเลย แถมในช่วงเรียนไปแล้วอาจมีหนังสือเรียนเสริมต่างๆ รวมทั้งหนังสืออื่นๆ ที่พ่อแม่บางคนซื้อให้ลูกอ่านโดยเฉพาะ เช่น เฉลยข้อสอบเข้าโรงเรียนดังๆ

สำหรับโรงเรียนดนตรีก็เช่นกัน หนังสือเรียนเป็นเรื่องสำคัญ แรกๆ หนังสือเรียนอาจไม่มาก ประมาณว่าขั้นละเล่ม แต่รูปแบบการบังคับซื้ออาจต่างกันไป

บางแห่งบังคับซื้อกันเป็นชุด ขายแบบเหมารวมชนิดกลัวผู้ปกครองจะเลิกเรียนเสียกลางคัน พวกนี้ก็ดูจะเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป บางโรงเรียนก็ดีคือ เด็กผ่านเมื่อไหร่ค่อยมาซื้อเล่มใหม่ไปเรียน

แน่นอน การซื้อผ่านโรงเรียนดนตรี ทางโรงเรียนก็ได้กำไรบ้าง แต่ต้องบอกว่าไม่มากหรอกครับ ผมถือว่าช่วยสนับสนุนโรงเรียนให้อยู่รอด เพราะเล่มหนึ่งอาจใช้เวลาในการเรียนอย่างน้อย 2-3 เดือนเลยทีเดียว

ช่วงเด็กๆ เล่มแรกๆ อาจเปลี่ยนหนังสือบ่อย แต่พอขึ้นไปขั้นกลางแล้วหนังสือบางเล่มเรียนกันเป็นปีๆ เลยทีเดียว

ครูบางคนใจดีครับ หยิบตำราของตัวเองไปให้ผู้ปกครองถ่ายเอกสาร จากเล่มละ 4-5 ร้อยบาท เหลือต้นทุนไม่ถึง 100 บาทก็มี แต่ยังไงแล้วผมแนะนำให้ซื้อของจริง เพื่อสนับสนุนงานลิขสิทธิ์นะครับ

อีกทั้งตอนที่สอบกับสถาบันสอบทั้งหลายแหล่ หากเอาตัวถ่ายเอกสารมาสอบนี่เขาปรับตกเลยนะครับ ดังนั้นห้ามเอาความคุ้นเคยมาใช้กับเรื่องนี้เป็นอันขาด

อีกอย่างหนึ่งคือตอนสอบนั้นหนังสือของเราต้องไม่มีลายมือ หรือการโน้ตใดๆ ลงไปนะครับ ตอนที่เด็กเรียนกับครูส่วนใหญ่มักจะไฮไลต์กันบ้าง บันทึก หรือแปลคำศัพท์ที่เราไม่คุ้นเคยลงในหนังสือบ้าง
ดังนั้นไม่แปลกหากเราจะเอาตัวถ่ายเอกสารมาเรียน แต่ขณะเดียวกันก็ควรมีตัวจริงเก็บเอาไว้ในช่วงสอบ

จะว่าไปแล้วตำราดนตรีบ้านเราส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศล้วนๆ และมีหลากหลายสถาบัน ขึ้นกับว่าสถาบันใดจะเลือกใช้สอนแบบไหน

ดังนั้นตำราของแต่ละที่ที่เด็กใช้เรียนอาจแตกต่างกันออกไปตามสภาพ ที่สำคัญแต่ละเล่มนั้นแพงพอสมควรเมื่อเทียบกับหนังสือทั่วไป ผู้ปกครองหลายคนไม่คิดเรื่องนี้มาก่อนอาจพลาดได้

จุดสังเกตอย่างหนึ่งของผมก็คือ มีบางสถาบันค่อนข้างซีเรียสเรื่องตำราเรียนอย่างมาก อยู่ๆ นักเรียนจะมาซื้อหนังสือเรียนที่ต่างชั้นกับตัวเองเรียนไม่ได้ รวมถึงครูผู้สอนด้วย หากสอนอยู่ในขั้นต่ำ จะมาซื้อตำราขั้นสูงไปศึกษาไว้ก่อนไม่ได้ จนกว่าจะผ่านการอบรมของโรงเรียนนั้นๆ ซะก่อน นัยว่าเป็นการรักษาความลับทางการค้าของตัวเอง เพราะแนวทางของตำราก็คือแนวทางหลักการสอนของสถาบันนั้นๆ เลย

จริงๆ แล้วถ้าตำราเรียนมันจบอยู่ที่ตำราหลักมันก็คงดี แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ปกครองก็ยังคงต้องควักเงินเพิ่ม เพื่อซื้อตำราที่เกี่ยวข้องทั้งจากคำแนะนำของครูผู้สอน รวมถึงซื้อโน้ตเพลงที่เกี่ยวข้อง และโน้ตเพลงเฉพาะทาง หรือโน้ตเพลงสากลเพิ่มเติมที่จะมีเข้ามาใหม่ตลอดเวลา อย่างที่บอกหนังสือแต่ละเล่มราคาก็ 500 บาทขึ้นไป

จากประสบการณ์ของผมแล้ว ผมแทบจะซื้อหนังสือโน้ตเพลงใหม่ให้ลูกผมอย่างน้อยเดือนละเล่มกันเลยทีเดียว โอเคถ้าเป็นโน้ตเปียโนก็จะหาง่ายหน่อย เพราะเป็นเครื่องดนตรียอดนิยม

สถาบันดนตรีทั่วไปก็จะมีวางโชว์ และมีร้านหนังสือเฉพาะทางที่เกี่ยวกับโน้ตเพลงในเมืองไทยอยู่ 2-3 รายให้เรา เห็นวางขายอยู่

แต่ช้าก่อน หนังสือโน้ตเพลงเหล่านี้ถ้าซื้อไม่เป็นอาจช้ำใจภายหลังได้ เพราะมีบางครั้งที่ เกิดการปลอมแปลงโน้ตขึ้นมาขายกันเองของตัวแทนจำหน่ายเหล่านี้ เรียกว่า copy มาแต่ไม่ทั้งหมดกันการฟ้องร้องว่างั้น ผลก็คือเป็นความซวยของพวกเราไป เพราะพอครูที่สอนเห็นจะรู้ทันทีเลยว่านี่มัน ปลอม

เรื่องแบบนี้ถามครูผู้สอนดีที่สุดครับว่า เขาไว้วางใจตัวแทนจำหน่ายรายใด และรายใดต้องระวังเป็นพิเศษ หรือต้องเดินไปซื้อโน้ตเพลงกันที่ร้านนำเข้าหนังสือต่างประเทศที่อยู่ตามห้าง บอกเลยว่ามีน้อยและไม่เหมาะกับโน้ตที่จะเรียนกันมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเพลงตลาดๆ ซะมากกว่า

สำหรับการสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์แม้ใครจะว่าสะดวก แต่การที่เอาแน่เอานอนในเรื่องการจัดส่งและภาษีที่จะตามมาทำให้ทุกครั้งที่อย่างสั่งมันจึงลังเล

ที่จริงร้านหนังสือใหญ่ในห้างก็มีบริการสั่งแทนให้ได้นะครับ พวกนี้เขาจะมีประสบการณ์สูงอยากได้เล่มไหนเป็นพิเศษก็เข้าไปค้นในเว็บไซต์ขายหนังสือดังๆ แล้วบอกให้ร้านสั่งแทนให้ อาจโดนคิดค่าบริการเล็กน้อย แต่ก็สบายใจกว่ากันเยอะ แม้จะมีข้อจำกัดว่าสำนักพิมพ์นั้นต้องเป็นตัวแทนของเขาด้วยเช่นกัน

ส่วนตัวผมเองมีปัญหาการสั่งซื้อโน้ตเพลงของทางญี่ปุ่นอย่างมาก เพื่อนฝูงที่ไปเที่ยวที่นั่นผมฝากซื้อโน้ตเพลง โหลดหน้าปกไปให้ดู แต่ทุกรายไปร้านหนังสือแล้วไม่มีใครหาหนังสือที่ผมต้องการได้ สุดท้ายก็ต้องใช้บริการสั่งผ่านเว็บ Rakuten ซึ่งเป็นเว็บอีคอมเมิร์ชรายใหญ่ของที่นั่น และให้ไปส่งยังสถานที่ในญี่ปุ่น ก่อนที่จะให้เพื่อนไปรับยังจุดต่างๆ ที่กำหนดไว้ แล้วค่อยหิ้วเข้ามาในเมืองไทย ดูยุ่งยากสลับซับซ้อนน่าดู

เรื่องหนังสือและโน้ตเพลงเป็นเรื่องของการลงทุนอย่างหนึ่งนะครับ อย่าละเลยหรือมองข้ามเป็นอันขาด
เพราะถ้าลูกคุณจะเอาดีทางนี้การมีหนังสือพวกนี้อยู่ในมือจะเป็นเหมือนเครื่องมือให้เขาได้หยิบใช้งานได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโชว์ การสอน หรือแม้กระทั่งการศึกษา ตำราเหล่านี้จึงห้ามหาย ต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี

สรุปในเรื่องตำราเรียนทั้งในและนอกเวลา ถือว่ามีความสำคัญมาก เป็นต้นทุนที่เราต้องจ่าย และจะเป็นเครื่องมือชั้นดีให้กับลูกๆ ของเราในอนาคต ผู้ปกครองทั้งหลายควรจะศึกษาแหล่งซื้อเอาไว้ให้ดี เพราะเครื่องดนตรีแต่ละชนิดก็มีแหล่งซื้อที่แตกต่างกันไป

ทางที่ดีควรวางแผนเรื่องการแบ่งปันตำราเหล่านี้กันในอนาคต ก็จะถือว่าช่วยเหลือพวกเรากันเองได้อีกเยอะ

สุดท้ายก็คือ ผมขอเรียกร้องให้ค่ายเพลงในเมืองไทย เอาโน้ตเพลงของศิลปินในค่ายพิมพ์ออกขายอย่างเป็นทางการเสียที และควรเป็นโน้ตเพลงที่ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว จริงจัง ไม่ใช่ให้คนภายนอกมาแกะเพลงให้ หรือขายเพียงเนื้อร้องกับคอร์ดธรรมดา ถือว่าเป็นวิทยาทาน และน่าจะเป็นช่องทางการทำธุรกิจต่อไปในอนาคตได้

ส่วนคนที่เดินร้านหนังสือของคนไทยบ่อยๆ จะมีชั้นวางหนังสือดนตรีอยู่ หากลูกคนเรียนดนตรีแบบเรียนโน้ตเป็นเรื่องเป็นราว

ผมไม่แนะนำให้ซื้อหนังสือคู่มือการเล่นดนตรีชิ้นนั้นๆ ที่มักมีซองพลาสติกหุ้มอยู่นะครับ เพราะหนังสือพวกนี้จะเหมาะกับคนที่ไม่ได้เรียนเป็นจริงเป็นจังมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทุกเล่มนะครับ หลายเล่มก็ดีทีเดียว

อีกเรื่องหนึ่งคือ ผู้ปกครองเองก็ต้องไล่ตามให้ทันเทคโนโลยี เพราะเดี๋ยวนี้มีโน้ตเพลงออนไลน์ที่แชร์กันว่อนในเน็ต

ดังนั้นหูตาเหล่านี้พวกเราต้องกว้างไกล ได้ไฟล์มาแล้วบางครั้งไม่จำเป็นต้องพิมพ์เพราะเราสามารถเปิดดูได้จากเครื่องแท็บเล็ตได้เลย พกพาสะดวก ไม่ต้องพกกันเป็นกระเป๋า เป็นแฟ้มเหมือนเมือ่ก่อน

แต่ยังไงแล้วโน้ตเพลงที่มีลิขสิทธิ์ก็อย่าไปละเมิดกันหละครับ ขอร้อง

เรียนดนตรีหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพียงพอแล้วหรือ?

โดย พ่อน้องเพลิน
  
นี่คือคำถามที่พ่อแม่มักไปตั้งกระทู้ถามในเว็บไซต์ทั้งชุมชนออนไลน์ใหญ่ๆ และเว็บไซต์เฉพาะทางทางด้านดนตรี แต่ผมเชื่อขนมกินได้เลยว่า หลายท่านอาจได้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งผมเห็นด้วยว่าคำตอบมันมีหลายอย่างขึ้นกับประสบการณ์และตัวเด็ก

แต่ก่อนอื่นเรามาวิเคราะห์โรงเรียนดนตรีในปัจจุบันกันก่อนดีกว่า
  
โดยพื้นฐานทั่วไปแล้ว โรงเรียนดนตรีจะคิดค่าบริการการสอนเป็นรายชั่วโมง และตกลงกันเป็นคอร์ส ชั่วโมงเรียนของคอร์สแล้วแต่ละโรงเรียนจะกำหนด อันนี้ทางการตลาดถือว่าเป็น product package ซึ่งราคาแต่ละแห่งก็แตกต่างกันไปตามสภาพ หากเป็นเด็กเล็กอายุไม่ถึง 5 ขวบ หรือเด็กที่เพิ่ง เข้ามาเรียนใหม่ๆ โรงเรียนจะให้เรียนครึ่งชั่วโมง
  
ที่เป็นอย่างนั้นเพราะต้องการดูปฏิกริยาของเด็ก และปฎิกริยาของผู้ปกครอง เรียกว่าขอวัดใจกันก่อน
  
การเรียนครึ่งชั่วโมงถือว่าเป็นเวลาที่สั้นมาก บอกตรงๆ เด็กที่จะเอาจริงด้านนี้ต้องบอกว่าน้อยเกินไป แต่ช่วงเวลาที่เริ่มต้นเช่นนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก เป็นช่วงของการตัดสินใจไปต่อหรือไม่กันเลย ถ้าหากมีแววงานนี้มียาว
  
เชื่อไหมครับว่า โรงเรียนดนตรีในประเทศไทยส่วนใหญ่จะคิดว่า เด็กเรียนดนตรีกับครูสักชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็พอ หลังจากนั้นกลับบ้านไปให้ไปซ้อม ถ้าทำได้แล้วค่อยไปต่อ สาเหตุที่คิดอย่างนั้นก็เพราะดนตรีมันต้องซ้อม ต่อให้ตอนเรียนในห้องจะพอทำได้ กลับบ้านไปถ้าไม่ซ้อม ไม่ทำให้ร่างกายจดจำ ร่างกายไม่คุ้นเคย ความเข้าใจอย่างเดียวจะช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งก็กลัวว่าจะถูกผู้ปกครองด่าว่าจะงกเงินกันไปถึงไหน อยากให้ลงเยอะๆ จะได้เอาเงินฉันไปหละสิ


นอกจากแพคเกจหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้ว ยังมีแพคเกจเรียนแบบกลุ่ม เรียนคู่ ฯลฯ คือในหนึ่งชั่วโมงนั้นครูไม่ได้สอนลูกเราอยู่คนเดียว แต่จะสอนคนอื่นไปด้วยพร้อมกัน ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน

นั่นคือสอนพร้อมกันแบบเห็นกันต่อหน้าต่อตา เล่นไปด้วยกันเลย อันนี้จะไม่นิยมในเด็กเริ่มโตแล้ว แต่จะนิยมในเด็กเล็กๆ มากกว่า

อีกวิธีหนึ่งคือ เรียนกันคนละห้อง ครูจะเดินสายไปมา เข้าห้องนั้นมาฟังนิดนึง เสร็จแล้วบอกโจทย์ให้ทำ เสร็จแล้วปล่อยให้นักเรียนลองเอง ตัวเองก็วิ่งไปอีกห้องหนึ่ง ทำแบบเดียวกัน แล้ววิ่งมาห้องเดิมเพื่อดูว่าที่สั่งให้ทำไปแล้วนักเรียนทำได้ไหม วนเวียนกันอยู่อย่างนี้
  
บอกตามตรงผมไม่ศรัทธาแนวทางการเรียนแบบนี้ ผมว่าเด็กไม่ค่อยได้อะไรมากเท่าไหร่ จริงอยู่ที่แพคเกจนี้จะพบบ่อยมากสำหรับครอบครัวที่นำพี่น้องอายุใกล้เคียงกันมาเรียนดนตรี เพราะพ่อแม่มาส่งทีเดียว เริ่มพร้อมกัน กลับพร้อมกัน และเป็นการประหยัดงบประมาณ เรียนหนึ่งชั่วโมงได้สองคน
  
คราวนี้กลับมาคำถามที่เราตั้ง โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานว่า เรียนตัวต่อตัวกับครู สัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงเพียงพอหรือไม่? ขอตอบเลยว่า ขึ้นกับเด็ก เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน สภาพแวดล้อมครอบครัวต่างกัน ความคาดหวังและพฤติกรรมของพ่อแม่ก็ต่างกัน
  
ผมขอยกตัวอย่างประสบการณ์จากลูกสาวผมก่อน ประการแรกลูกสาวผมเป็นเด็กประเภทจริงจังกับการเรียนต่อหน้าครูมาก คืออยู่ต่อหน้าครูจะรู้สึกว่าครูเป็นคนแปลกหน้า ไม่กล้าเล่น ไม่กล้าพูด ไม่กล้าสื่อสาร ครูสั่งอะไรก็พยายามทำ ไม่งอแง ไม่วอกแวก ครูจะมาเล่าให้ฟังเสมอว่าลูกผมเวลาอยู่ในห้องเหมือนกับเด็กมหาวิทยาลัยมาเรียนดนตรี ไม่เหมือนเด็กปกติที่ต้องใช้ลูกล่อลูกชน และคอยจะเล่นตลอดเวลา

แต่ในขณะที่คุณลูกของผมตั้งใจเรียนให้ห้องอย่างมาก เมื่อมาถึงบ้านกลับไม่ค่อยอยากซ้อม สิ่งที่ผมสังเกตคือ ถ้าเป็นเพลงที่เธอเล่นได้จากห้องเรียนแล้ว เวลามาเล่นที่บ้านเธอจะรู้สึกว่ามันไม่ท้าทาย เล่นรอบเดียวได้แล้วก็จะไม่เล่นอีก ส่วนเพลงที่เล่นไม่ได้เมื่อมาซ้อม เล่นอย่างไรก็ผิด เพราะไม่มีคนชี้แนะให้ ไม่เหมือนที่เรียนในโรงเรียนที่มีครูชี้แนะและแก้ไข

ไอ้ครั้นจะถามพ่อแม่ก็หมดหวังเพราะไม่เป็นกันทั้งนั้น ดังนั้นเต็มที่ในการซ้อมของเธอคือ อาทิตย์ละครั้ง แต่ละครั้งไม่เกินครึ่งชั่วโมง บ่อยครั้งเข้าถึงกับไม่ซ้อมเอาเลย
  
กลายเป็นว่าสภาพแวดล้อมของโรงเรียนเอื้อต่อการเรียนของลูกผมมากกว่าที่บ้าน เธอต้องการความรู้จากครูมากกว่าความพยายามที่จะซ้อมและหาความชำนาญด้วยตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าเด็กหลายคนเป็นอย่างลูกผม คำถามตอนนั้นของผมก็คือ จะหาโซลูชั่นแก้ไขโจทย์นี้ได้อย่างไร เพราะถ้าปล่อยไปอย่างนี้ ลูกคงจะก้าวหน้าได้ยาก
  
เชื่อไหมครับว่า ปัญหาลูกไปเรียนหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้วกลับบ้านมาไม่ซ้อม เป็นปัญหาที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ตัดสินใจว่า ลูกไม่คิดจะเอาดีทางนี้ ดังนั้นจึงตัดใจและไม่ส่งลูกเรียนดนตรีต่อไปในที่สุด โดยให้เหตุผลว่าลูกไม่ตั้งใจ ทำอะไรก็ไม่จริงจัง โดยไม่คิดวิเคราะห์ถึงปัญหา และไม่ดูสภาพโดยรวมที่แท้จริงก่อน ปัญหาทั้งหมดโยนไปที่เด็ก
  
การแก้ไขปัญหานี้จริงๆ มีได้หลายวิธี ผู้ปกครองบางคนจ้างครูพิเศษมาสอนเพิ่มเติม ลองเอามือดีมีชื่อเสียงมาสอนกันเลย ซึ่งก็ต้องจ่ายแพงขึ้น 

บางคนสร้างแรงบันดาลใจใหม่ หาเพื่อนหรือพี่น้องมาซ้อมมือด้วยกัน พ่อแม่บางคนยอมไปเรียนดนตรีอย่างอื่นเพื่อมาเล่นคู่กับลูก ก็ต้องดูว่าลูกคุณยอมรับกับสภาวะแวดล้อมแบบไหนมากกว่ากัน
  
ส่วนตัวผมเองนั้น มีลูกสาวคนเดียว เพื่อนข้างบ้านไม่มี แม้ผมจะเล่นกีตาร์ได้บ้าง แต่เพลงที่ลูกเรียนส่วนใหญ่จะไม่ใช่เพลงแนวที่ผมเล่น จะให้เล่นคู่กันจึงยาก ดังนั้นโซลูชั่นที่เหมาะกับผมมากที่สุดก็คือ ไปเพิ่มชั่วโมงเรียนให้กับลูกสวนทางกับผู้ปกครองคนอื่นไปเลย คือจากเรียนหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็เป็นเรียนสองชั่วโมงต่อสัปดาห์
  
บอกตามตรง วิธีการแก้ไขปัญหาของผมครั้งนี้ทำให้ครูและโรงเรียนแปลกใจ และกังวลว่าจะทำให้เด็กเครียดและหนักเกินไปหรือเปล่า?
  
แต่ก่อนจะเสนอโซลูชั่นนี้ผมนั่งจับเข่าคุยกับลูกสาวผมแล้ว สิ่งที่ผมคุยก็คือ แจกแจงให้เธอฟังว่าแต่ละชั่วโมงที่เธอไปเรียนนั้นผมต้องเสียเงินเท่าไหร่ และหากเธอกลับมาบ้านแล้วไม่ซ้อม พอไปเรียนเธอก็เล่นไม่ได้ ผมจะต้องจ่ายเงินจากการไม่ซ้อมของเธอเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเธอเข้าใจดี เธอก็อยากทำให้ดีที่สุดเช่นกัน

ดังนั้นเมื่อเราเห็นตรงกันก็ต้องช่วยกันหาทางออก และทางออกด้วยการเรียนชั่วโมงเพิ่มนั้น ก็เป็นหนทางที่ผมต้องเสียเงินเพิ่มเป็นสองเท่า เพื่อแลกกับการให้เธอซ้อมที่บ้านน้อยลง
  
ผลจากการทดลองแก้ปัญหานี้ ทำให้ลูกผมก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ดังนั้นสำหรับลูกสาวผม เรียนดนตรีสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ปัจจุบันตอนที่ผมเขียนเรื่องราวเหล่านี้อยู่ ลูกสาวผมเรียนดนตรีสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง และตอนปิดเทอมเธอใช้เวลาเรียนมากกว่านี้ เรียกว่า ว่างเป็นเรียน
  
อย่างไรก็ตาม วิธีแก้ปัญหาอย่างผม อาจไม่เหมาะกับเด็กคนอื่น ผมว่าแต่ละคนอาจจะมีวิธีการที่หลากหลายแตกต่างกันได้ ขอเพียงอย่างเดียวว่า ผู้ปกครองต้องรู้จักสังเกต ต้องรู้จักลูกของคุณอย่างดี และพยายามหาทางเลือกที่ดี่สุดให้ลูก

ไม่ใช่เจอปัญหาแล้วตัดสินใจไม่เรียนต่อเพื่อยุติปัญหา ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดปมกับลูกของคุณไปจนโต กลายเป็นเรื่องน่าเสียใจอันหนึ่งของครอบครัวไปเลย
  
จุดสังเกตของผมอย่างหนึ่งก็คือ เด็กก่อนอายุสิบขวบจะมีแรงที่จะซ้อมที่บ้านน้อยมาก อาจเพราะพวกลูกๆ ยังเด็กเกินไป และมีกิจกรรมอย่างอื่นให้ทำมากมาย ไหนจะเรียน จะเล่น ความมุ่งมั่นก็มีไม่มาก

แต่พอหลังจากสิบขวบไปแล้วแรงฮึดจะมีเยอะกว่า บางคนนั่งซ้อมได้เป็นชั่วโมง และยิ่งจะขยายเวลาไปเรื่อยๆ ทำไปทำมาซ้อมกันอย่างน้อยสี่ชั่วโมงต่อวันยังมีเลยครับ ดังนั้นช่วงต้นถ้าลูกซ้อมน้อยก็อย่าเพิ่งวิตกไป แต่ในทางกลับกันพวกวัยรุ่นอาจมีจุดสนใจมากขึ้น บางคนมีแฟนโดยเฉพาะลูกสาวนี่การเรียนดนตรีแทบจะหยุดไปเลย ฯลฯ
  
สรุปตรงนี้คือ ถ้าลูกเรียนหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้วกลับไปซ้อม แล้วผลงานดีอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นโชคดีของครอบครัว เดินหน้าต่อไปเลย 

แต่ถ้ามันไม่ตอบโจทย์ที่ต้องการ หรือสภาวะแวดล้อมต่อการเรียนมันไม่เอื้อ ให้กับมาศึกษาลูกเราให้มากกว่าเดิม และหาโซลูชั่นที่เหมาะกับเขาและเธอให้มากที่สุด ที่สำคัญคือนั่งจับเข่าคุยกับลูกอย่างเปิดอก และนำเสนอการแก้ไขปัญหากับลูกอย่างตรงไปตรงมา โดยแนวทางแก้ไขนั้นต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย

ก่อนวางแผนเลือกโรงเรียนดนตรีให้ลูก ต้องเลือกเส้นทางสอบก่อน

โดย พ่อน้องเพลิน

ลูกเลือกชนิดของดนตรีได้ถูกใจแล้ว พาลูกไปหาโรงเรียนและครูคนแรก ก่อนที่จะจ่ายเงินลงทะเบียน ผมอยากให้ผู้ปกครองทั้งหลายอย่าลืมถามด้วยว่า ที่โรงเรียนใช้สถาบันไหนสอบวัดมาตรฐานเด็ก

เชื่อไหมครับตอนที่ผมพาลูกเข้าเรียนใหม่ๆ ผมไม่เคยรู้เลยว่า เรียนดนตรีต้องมีสอบ ผมคิดว่าเอาแค่ลูกเราเล่นได้ก็ดีถมไปแล้ว

แต่หลังจากนั้นเรื่องง่ายๆ ไม่เคยเกิดขึ้นในโรงเรียนดนตรี เชื่อผม

โรงเรียนดนตรีส่วนใหญ่จะมีระบบการสอบเลื่อนขั้นแทบจะทุกโรงเรียน แต่การสอบไม่ได้เป็นการบังคับ จะสอบหรือไม่สอบก็ได้

แต่การสอบมันก็ได้ประโยชน์หลายอย่าง ตั้งแต่การที่จะได้รู้ว่าความสามารถของลูกเราอยู่ในขั้นไหน ตำราเรียนแบบไหนจะเหมาะกับลูกเรา

ที่สำคัญถ้าอยากให้ลูกเป็นครูดนตรีในอนาคต ใบประกาศพวกนี้สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นการจะเอาเอกสารไปเรียนดนตรีต่อที่อื่นๆ เช่น มหาวิทยาลัย เอกสารพวกนี้ก็ใช้ประกอบได้ดีทีเดียว

ปกติสถาบันการสอบพวกนี้จะมาจากต่างประเทศ ผมลองไล่เรียงให้ดูนะครับว่าสถาบันดังๆ เขามีชื่ออะไรกันบ้าง Trinity College London เรียกสั้นๆ ว่าทรินิตี้ อันนี้จะยอดฮิต, ABRSM (Associated Board of the Royal School of Music) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Royal, Australian  Music  Examinations  Board, London  College  of  Music &  Media , a  faculty  of  Thames  Valley  University หรือ LCM, ANZCA (Australia and New Zealand Cultural Arts) จริงๆ ที่ฮิตๆ ก็มีไม่กี่ที่ดังว่า

หากต้องมานั่งวิเคราะห์ว่า จะเลือกสอบจากสถาบันไหนแล้วค่อยเลือกเรียน ผมเองก็ไม่แนะนำครับ เรื่องนี้เป็นทางเลือกมากกว่า

ถามว่าสถาบันไหนรุ่งที่สุด ก็ยืนยันว่าสุดท้ายมันแค่ใบประกาศ การที่ลูกจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องอยู่ที่ฝีมือ

ที่แล้วมาโรงเรียนดนตรีจะผูกการสอบไว้กับสถาบันใดสถาบันหนึ่ง น้อยโรงเรียนที่จะมีให้เลือกมากกว่าหนึ่ง และบางโรงเรียนเป็นเอเย่นต์ใหญ่ในการสอบให้สถาบันนั้นๆ เลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นถ้าเลือกโรงเรียนแล้วคงต้องมาศึกษาเรื่องนี้ไว้ด้วย เพราะจะมีผลต่อเนื่องตามมา

ส่วนใหญ่ระบบการสอบแทบทั้งหมดจะมีประมาณนี้ครับ คือ ขั้นเด็กเล็ก 3 ขั้น ขั้นผู้ใหญ่ 4 ขั้น และขั้นมือโปร 4 ขั้น

เอาว่าถ้าสอบปีละขั้นก็ต้องใช้เวลา 11 ปีด้วยกันเลยทีเดียว ตีซะว่าเข้าเรียนประถม หนึ่ง กว่าจะจบก็ต้องเกือบมัธยม 6 กันเลย ลองคิดดูว่าต้องสอบทุกปี เหมือนกับสอบปลายภาค ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่อย่างเราจะรับไหวหรือเปล่า?

บอกตามตรงนะครับว่า เด็กที่เรียนดนตรีและผ่านการสอบตามขั้นดังกล่าว กว่าจะพ้นขั้นผู้ใหญ่ทั้ง 4 ขั้น จะเหลือจริงๆไม่เกิน 50% หรือถูกกรองออกไปกว่าครึ่ง

สถาบันสอบเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมาจากต่างประเทศ และคนที่มาสอบก็เป็นฝรั่งตัวเป็นๆ บอกเลยครับว่าไม่ได้ผ่านง่ายๆ เด็กบางคนเจอแจ็คพอต ฝรั่งที่มาสอบเป็นคนเขียนเพลงในหนังสือเรียน เผอิญเด็กเลือกสอบเพลงนั้นซะด้วย แบบว่ารู้จริงๆ ไม่ใช่ฝรั่งตรอกข้าวสารธรรมดาๆ

เกณฑ์การสอบส่วนใหญ่จะต้องผ่าน 60% และค่าสอบแต่ละแห่งไม่ใช่ถูกๆ หลักพันขึ้นไปทั้งนั้น

สอบไม่ผ่านก็เสียเงินฟรีไป บางคนสอบแล้วสอบอีกก็ไม่ผ่านซะที บางคนสอบทีเดียวผ่าน บางคนกระ โดดข้ามขั้น จากเกรดหนึ่งไปเกรดสาม บางปีคะแนนสอบดี บางปีคะแนนสอบแย่แค่ประคองตัวก็มี บางคนสอบเครื่องดนตรีสองอย่างในปีคราวเดียวกัน ทั้งหมดทั้งปวงผู้ปกครองต้องคุยกับโรงเรียนให้ดี

ถ้าคุณคิดว่าการสอบสำคัญกับคุณ เรียนแล้วมันต้องสอบได้ ก็คงต้องเลือกโรงเรียนกันหน่อย เพราะโรงเรียนเล็กๆ บางแห่ง กลับมีความชำนาญและทำให้เด็กสอบได้มากกว่าโรงเรียนใหญ่ๆ ที่มีนักเรียนเยอะๆ

เรื่องอย่างนี้ดูง่ายนิดเดียวก็คือ ถามกล่าวกันตรงๆ ว่าเปอร์เซ็นต์การสอบของโรงเรียนเป็นอย่างไร สอบผ่านเยอะไหม ไอ้ที่สอบผ่านสอบกันได้คะแนนเท่าไหร่ แต่ละปีมีการสอบกี่คน ฯลฯ

ถามไปเถอะครับ ถ้าโรงเรียนไหนเขาเก่งจริง เขาจะโชว์ จะเม้าส์มอยให้คุณฟังจนเบื่อเลยครับ

ผมยืนยันตรงนี้ครับว่า มีบางโรงเรียนสอบได้ยกชั้น มีบางโรงเรียนสอบตกยกชั้น เพราะแต่ละแห่งเขาเน้นแตกต่างกัน

การสอบนี่นอกจากจะต้องติวกันจริงจัง ต้องมีครูที่เชี่ยวชาญเหมือนกับเป็นครูฝรั่งที่มาสอบ ต้องรู้ว่าฝีมือขั้นนี้ยังขาดอะไรอยู่ จะเลือกเพลงสอบเพลงไหนที่เรียกคะแนนสอบได้ดี เพลงนั้นๆ จะต้องเน้นอะไร ถ้าโรงเรียนไม่เน้นการสอบจริงๆ ผมว่าผ่านยากครับ

นอกจากนั้น โรงเรียนยังต้องคอยสังเกตนะครับว่า ลูกของเราที่กำลังเรียนอยู่นั้น ควรสอบขั้นไหน ไม่ใช่ตะบี้ตะบันสอบไปที่ละขั้น เพื่อหลอกเอาเงินผู้ปกครองไปแต่ละปี

คิดดูนะครับว่าเรียน 11-12 ปี ค่าเรียนดนตรีจะเท่าไหร่กัน บางทีเด็กที่เรียนได้ดี ครูจะสามารถวางแผนการสอนเพื่อสอบกระโดดขั้นได้เลย ทำไปทำมาเรียนสัก 7-8 ปีก็พอ

สรุปตรงนี้ก็คือ วางแผนกันไปเลยครับว่าโรงเรียนสอบกับสถาบันไหน สอบอย่างไร จริงจังกันแค่ไหนทั้งครูและผู้ปกครอง 

ต่อจากนั้นวางแผนกันต่อว่าจะสอบช่วงไหนอย่างไร ควรเว้นวรรคช่วงไหน เช่น ตอนต้องไปสอบเข้าโรงเรียนปกติ ประมาณสอบเข้ามัธยมหนึ่ง มัธยมสี่ ฯลฯ แล้วจะใช้เวลากี่ปีในการสอบ หรือว่าเรียนแค่ไหนแล้วจะพอ เราควรจะเห็นภาพและวางแผนลูกเราตั้งแต่เริ่มนะครับ

ปล. ในกรณีเรื่องสอบ มีสองที่ไม่ควรมองข้าม หนึ่ง บางโรงเรียนมีระบบการสอบของตัวเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสถาบันไหน ถ้าคุณมั่นใจมาตรฐานก็ลุยเลย แล้ววันหลังเกิดไม่พอใจ ก็มีสถาบันกลางในการสอบมาตรฐานซึ่งเป็นสถาบันในเมืองไทยนี่แหละ สามารถเป็นคำตอบให้กับคุณได้ 

สอง พวกที่เอาครูไปสอนตามบ้าน พวกนี้ก็สอบได้เหมือนกัน ถามไปเลยว่าอยากให้สอบสถาบันไหนแต่เนิ่นๆ ทางที่ดีก็ควรสอบสถาบันที่ครูเขาสอบมานั่นแหละครับดีที่สุด เขาจะได้เกร็งแนวทางได้