แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Ghibli แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Ghibli แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

เรียนดนตรีที่บ้าน ด้วยการสอนฟังเพลง

โดย พ่อน้องเพลิน

ขณะที่เราไว้ใจให้ครูดนตรีสอนดนตรีลูกของเรา แม้เราจะช่วยเขาซ้อมที่บ้านไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ก็คือ สร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะกับการเรียนดนตรีของลูก

สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ การชวนลูกฟังดนตรี แต่ก่อนจะชวนลูกฟัง คุณพ่อหรือคุณแม่ก็ควรจะฟังก่อน และต้องเตรียมทำการบ้านอย่างดี

ผมขอแนะนำอย่างแรกเลยนะครับ คือเข้า Youtube เว็บวิดีโอยอดนิยม คิดว่าทุกคนคงเข้าเป็น นะครับ
ต่อจากนั้นหยิบหนังสือเรียนดนตรีของลูกมาเลยครับ ค้นหาไปยังชื่อเพลงทั้งหมดที่ลูกเรียน บางเพลงก็ค้นง่ายบางเพลงก็ค้นยาก  แต่ผมคิดว่าไม่เหนือบ่ากว่าแรงครับ และหากบันทึกเก็บเอาไว้มาเปิดซ้ำได้จะดีมาก

ฟังให้ออกนะครับว่าทำนองของเพลงเหล่านั้นเป็นอย่างไร อาจจะไม่คุ้นเพราะไม่ใช่เพลงป๊อปที่เราฟังอยู่ทุกวัน ซึ่งเพลงที่เราดาวน์โหลดมาหลายเพลงอาจดูเยอะกว่าเพลงที่ลูกเล่น เพราะส่วนใหญ่เพลงเรียนของเด็กๆ อาจมีการตัดต่อมาสอนเฉพาะบางส่วน และอาจมีการตัดต่อโน้ตบางตัวทิ้งไปด้วย ดังนั้นถ้าลูกเล่นไม่เป๊ะตามที่เราฟังมา อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าลูกเล่นผิดนะครับ เอาแค่ฟังคุ้นๆ ก่อนเป็นพอ

ในกรณีที่ดาวน์โหลดมาเก็บไว้ เราคงต้องคำนึงไว้ด้วยว่าเราจะใช้อุปกรณ์อะไรในการเล่นซ้ำ และโปรแกรมที่เราเล่นอยู่สนับสนุนไฟล์แบบไหน เพราะบน Youtube นั้นมีให้เราโหลดได้หลากหลาย รูปแบบมาก อย่างเครื่องเล่นในรถยนต์ของผมจะรองรับไฟล์ MP4 แต่ไม่รองรับไฟล์ FLV

ดังนั้นอาจจะ ต้องยอมโหลดไฟล์ขนาดใหญ่มาใช้งาน พอโหลดเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วมาพอร์ตเข้า USB ก็ไป เชื่อมต่อกับเครื่องเล่นในรถได้

คราวนี้เวลาขับรถไปส่งลูก รับลูก หรือไปเที่ยวที่ไหนกันเราก็เปิดเพลงพวกนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยได้ทันที ตอนแรกลูกอาจจะไม่ชอบ เราก็ไม่ต้องไปบังคับ เปิดให้ผ่านๆ หู เข้าไว้ แล้วเขาจะเรียนเพลงเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นเมื่อเขาได้ฟังมาก่อน ถือว่าเป็นการทำการบ้านก่อนเรียนครับ

เคล็ดลับต่อไปก็คือ สังเกตว่าลูกชอบอะไร และจะแทรกเพลงเข้าไปในสิ่งที่เขาชอบได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าเด็กกว่า 90% ชอบดูการ์ตูน โดยเฉพาะจากหนังของดิสนีย์ พวกนี้มีเพลงนำที่ไพเราะเป็นจุด ขายอยู่แล้ว ส่วนเด็กผู้หญิงยิ่งง่ายใหญ่เลยเพราะ บาร์บี้และซีรีส์ที่ออกมาจะมีเพลงคลาสสิคในยุคต่างๆ แทรกอยู่
หนังการ์ตูนอย่าง Pink Panther หรือ Tom&Jerry ก็มีเพลงเพราะๆ มากมายแทรกเอาไว้

เราสามารถสร้างความคุ้นเคย และดาวน์โหลดเพลงเหล่านั้นมาเตือนความจำให้กับลูกเราได้ ซึ่งเขาจะ สนุกมากที่เราเอ่ยถึง และจะประหลาดใจไปในตัวว่า ที่เราฟังสนุกๆ มันมีเพลงเต็มอย่างนี้ หรือเล่นกันแบบนี้

อีกหนึ่งที่ไม่อยากพลาดก็คือ การ์ตูนญี่ปุ่น จากค่าย Ghibli ซึ่งผลิตการ์ตูนดีๆ ออกมาจำนวนมาก
และเพลงที่เล่นในแต่ละเรื่องก็มีความไพเราะ มีการนำเอาเพลงต่างๆ ในการ์ตูนแต่ละเรื่องมา Cover กันใหม่ได้แบบหลากหลายสไตล์ ไปได้ทั้ง New Age, Swing Jazz, Jazz, Heavy, Rock และอื่นๆ อีกมาก
ที่สำคัญค่ายนี้เขาผลิตโน้ตเพลงออกมาขายด้วย มีทั้งเวอร์ชั่นสำหรับเริ่มต้น ไปจนถึง Advance กันเลยทีเดียว

ลูกสาวผมเธอชอบการ์ตูนจากค่ายนี้มาก และได้เรียนรู้เพลงหลากหลายสไตล์จาก Cover ต่างๆ ทำให้เธอได้ฟังเพลงได้ทุกสไตล์ และมีความสุขกับการฟังเพลงโดยไม่รู้ตัว ที่สำคัญมันมีความใฝ่ ฝันที่จะเล่นเพลงเหล่านั้นเมื่อเธอมีความสามารถพอ

การบ้านข้อต่อไปก็คือ ศึกษาเพลงคลาสสิคของปรมาจารย์ทั้งหลาย ใครที่คิดว่าชาตินี้คงไม่สามารถปีนกระไดฟังเพลงพวกนี้ หากคุณพาลูกไปเรียนดนตรี คุณคงต้องคิดใหม่ทำใหม่ แรกเริ่มคงต้องไปหาหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเพลงคลาสสิคมาอ่าน เอาของคนไทยนี่แหละ เขาเขียนกันดีๆ อยู่หลายเล่ม (ความจริงในท้องตลาดมีไม่กี่เล่ม) ถ้าได้มาแล้วขี้เกียจอ่าน ผมแนะนำว่าให้เปิดยูทูปรอไปเลย เจอชื่อเพลงไหนในหนังสือก็พิมพ์ค้นหา จะมีเพลงที่ทั้งมาจากการบันทึกเสียง และเพลงจากเล่นคอนเสิร์ต เลือกเอาตามสะดวก ทางที่ดีบันทึกเอาไว้ด้วยเลย แล้วไปเปิดฟังกันให้ฉ่ำปอด หูบานกันไปข้างนึง

ช่วงเริ่มต้นลูกอาจจะยังไม่ต้องฟังก็ได้ พ่อแม่ก็ฟังไปเพลินๆ ก่อน เสร็จแล้วค่อยๆ สอดแทรกเข้าไป
เหมือนกับสมัยที่เราเด็กๆ พ่อแม่เปิดเพลงลูกทุ่งลูกกรุงให้เราฟังทุกเช้า ตอนแรกก็ไม่เข้าหู ฟังไปฟังไปเออมันก็เพราะดี หลังๆ เลยติด เปิดเองซะเลย

กลยุทธ์นี้ยังใช้ได้จนถึงรุ่นลูกเรานะครับ ไม่ต้องไปสาธยายมากว่าเป็นเพลงอะไร ดีอย่างไร ใครแต่ง เปิดกรอกหูแบบไม่ล้างสมองคือ ค่อยๆ เปิดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวติดเอง เชื่อผม

เมื่อได้เพลงของปรมาจารย์ทั้งหลายแหล่มาไว้ในมือแล้ว คราวนี้ก็ถึงคราวค้นหาเพลงสุดยอดทางด้านดนตรีที่ลูกเราเลือกเรียน เปียโนก็จัดมา กีตาร์ก็เลือกมา ไวโอลินหรือ อูคูเลเล่ ต้องจัดอย่าได้ขาด ดังนั้นสิ่งที่พอแม่ต้องทำการบ้านก็คือ ศิลปินคนไหนที่สุดยอดในด้านต่างๆ และแต่ละศิลปินมีเพลงไหนที่เราพลาดไม่ได้ เตรียมบันทึกรอไว้ได้เลย

ผมว่ายุคนี้โชคดีกว่ายุคก่อนมาก เพราะสมัยก่อนกว่าจะหาผลงานชั้นเอกมานั่งฟัง ต้องใช้ทั้งเวลา ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และต้องรักที่จะค้นคว้าค้นหา รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือต้องดีพอควร แต่เดี๋ยวนี้เรามีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ โหลดมาเก็บไว้กับตัวยังได้ เอาไว้ฟังได้ตลอดเวลา อย่าทำให้โอกาสนี้เสียไป และผมเชื่อว่าความสะดวกสบายเช่นนี้จะอยู่คู่กับเราไปอีกนาน

อีกเคล็ดลับหนึ่งที่ผมใช้แล้วลูกชอบใจมากคือ ผมจะดาวน์โหลดเพลงใหม่ๆ เอ็มวีทั้งของไทยของฝรั่งมาตลอดเวลา

เรียกได้ว่าลูกไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดฟังเอง แถมฟังในรถเครื่องเสียงดีๆ มันให้อรรถรสกว่าฟังธรรมดาเยอะ
แต่ผมจะแอบสอดแทรกเพลงเด็ดๆ เอาไว้ในนั้นด้วย อาจเป็นเพลงเก่าที่ติดหู เมื่อลูกพอรู้จักเพลงนั้นแล้ว
ผมจะเริ่มเอาเวอร์ชันต่างๆ ของเพลงที่ผมแอบเอาไว้ งัดออกมาให้ลูกฟัง มีอยู่หลายเพลงแต่งกันไว้เมื่อ 100 กว่าปี แต่ถูกเอามา Cover เป็นหลากสไตล์อย่างมาก และทุกเวอร์ชัน ไพเราะจับใจจริง

เมื่อลูกผมได้ฟังเหมือนเพิ่มพูนสติปัญญาไปในตัว และทำให้เขารักเสียงเพลง รักการฟัง และอยากจะเล่นเพลงๆ นั้นเมื่อโอกาสมาถึง

บทสรุปในส่วนนี้ ผมเรียกร้องให้เราสร้างบรรยากาศการเรียนดนตรีของลูก ด้วยการให้ลูกฟังเพลง ฟังให้เยอะ ฟังให้หลากแนว สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่ นำเสนอแบบเนียนๆ เข้าไป ต้องออกลูกขยันและวางแผนสักหน่อย

เอาทั้งเพลงเรียน เพลงตามกระแส เพลงในอนาคต เพลงสุดยอดของโลก เพลงหลากหลายเวอร์ชัน
หยอดกันเข้าไป ทีละนิดทีละหน่อย ถือเป็นการสอนลูกโดยที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยสุด

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

ตำราเรียนและโน้ตเพลง ใครว่าไม่สำคัญ

โดย พ่อน้องเพลิน

นอกจากค่าเล่าเรียนกับโรงเรียนหรือครูตามปกติแล้ว ยังไม่นับรวมถึงเครื่องดนตรีที่ต้องซื้อให้ลูกซ้อมหรือนำไปเรียน ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งที่ผู้ปกครองลืมนึกไปก็คือ ค่าหนังสือเรียน

จริงๆ ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อแม่น่าจะคุ้นเคยนะครับ เพราะตอนเปิดเทอมโรงเรียนปกติของลูกพวกเราก็ต้องควักเงินจ่ายค่าหนังสือกันอยู่แล้ว และค่าหนังสือเราก็ไม่ได้เลือกเองอีกด้วย ทางโรงเรียนเลือกมาให้เสร็จว่าจะสอนในเล่มนี้ เอาแบบชุดแพคหนึ่งปีกันไปเลย แถมในช่วงเรียนไปแล้วอาจมีหนังสือเรียนเสริมต่างๆ รวมทั้งหนังสืออื่นๆ ที่พ่อแม่บางคนซื้อให้ลูกอ่านโดยเฉพาะ เช่น เฉลยข้อสอบเข้าโรงเรียนดังๆ

สำหรับโรงเรียนดนตรีก็เช่นกัน หนังสือเรียนเป็นเรื่องสำคัญ แรกๆ หนังสือเรียนอาจไม่มาก ประมาณว่าขั้นละเล่ม แต่รูปแบบการบังคับซื้ออาจต่างกันไป

บางแห่งบังคับซื้อกันเป็นชุด ขายแบบเหมารวมชนิดกลัวผู้ปกครองจะเลิกเรียนเสียกลางคัน พวกนี้ก็ดูจะเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป บางโรงเรียนก็ดีคือ เด็กผ่านเมื่อไหร่ค่อยมาซื้อเล่มใหม่ไปเรียน

แน่นอน การซื้อผ่านโรงเรียนดนตรี ทางโรงเรียนก็ได้กำไรบ้าง แต่ต้องบอกว่าไม่มากหรอกครับ ผมถือว่าช่วยสนับสนุนโรงเรียนให้อยู่รอด เพราะเล่มหนึ่งอาจใช้เวลาในการเรียนอย่างน้อย 2-3 เดือนเลยทีเดียว

ช่วงเด็กๆ เล่มแรกๆ อาจเปลี่ยนหนังสือบ่อย แต่พอขึ้นไปขั้นกลางแล้วหนังสือบางเล่มเรียนกันเป็นปีๆ เลยทีเดียว

ครูบางคนใจดีครับ หยิบตำราของตัวเองไปให้ผู้ปกครองถ่ายเอกสาร จากเล่มละ 4-5 ร้อยบาท เหลือต้นทุนไม่ถึง 100 บาทก็มี แต่ยังไงแล้วผมแนะนำให้ซื้อของจริง เพื่อสนับสนุนงานลิขสิทธิ์นะครับ

อีกทั้งตอนที่สอบกับสถาบันสอบทั้งหลายแหล่ หากเอาตัวถ่ายเอกสารมาสอบนี่เขาปรับตกเลยนะครับ ดังนั้นห้ามเอาความคุ้นเคยมาใช้กับเรื่องนี้เป็นอันขาด

อีกอย่างหนึ่งคือตอนสอบนั้นหนังสือของเราต้องไม่มีลายมือ หรือการโน้ตใดๆ ลงไปนะครับ ตอนที่เด็กเรียนกับครูส่วนใหญ่มักจะไฮไลต์กันบ้าง บันทึก หรือแปลคำศัพท์ที่เราไม่คุ้นเคยลงในหนังสือบ้าง
ดังนั้นไม่แปลกหากเราจะเอาตัวถ่ายเอกสารมาเรียน แต่ขณะเดียวกันก็ควรมีตัวจริงเก็บเอาไว้ในช่วงสอบ

จะว่าไปแล้วตำราดนตรีบ้านเราส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศล้วนๆ และมีหลากหลายสถาบัน ขึ้นกับว่าสถาบันใดจะเลือกใช้สอนแบบไหน

ดังนั้นตำราของแต่ละที่ที่เด็กใช้เรียนอาจแตกต่างกันออกไปตามสภาพ ที่สำคัญแต่ละเล่มนั้นแพงพอสมควรเมื่อเทียบกับหนังสือทั่วไป ผู้ปกครองหลายคนไม่คิดเรื่องนี้มาก่อนอาจพลาดได้

จุดสังเกตอย่างหนึ่งของผมก็คือ มีบางสถาบันค่อนข้างซีเรียสเรื่องตำราเรียนอย่างมาก อยู่ๆ นักเรียนจะมาซื้อหนังสือเรียนที่ต่างชั้นกับตัวเองเรียนไม่ได้ รวมถึงครูผู้สอนด้วย หากสอนอยู่ในขั้นต่ำ จะมาซื้อตำราขั้นสูงไปศึกษาไว้ก่อนไม่ได้ จนกว่าจะผ่านการอบรมของโรงเรียนนั้นๆ ซะก่อน นัยว่าเป็นการรักษาความลับทางการค้าของตัวเอง เพราะแนวทางของตำราก็คือแนวทางหลักการสอนของสถาบันนั้นๆ เลย

จริงๆ แล้วถ้าตำราเรียนมันจบอยู่ที่ตำราหลักมันก็คงดี แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ปกครองก็ยังคงต้องควักเงินเพิ่ม เพื่อซื้อตำราที่เกี่ยวข้องทั้งจากคำแนะนำของครูผู้สอน รวมถึงซื้อโน้ตเพลงที่เกี่ยวข้อง และโน้ตเพลงเฉพาะทาง หรือโน้ตเพลงสากลเพิ่มเติมที่จะมีเข้ามาใหม่ตลอดเวลา อย่างที่บอกหนังสือแต่ละเล่มราคาก็ 500 บาทขึ้นไป

จากประสบการณ์ของผมแล้ว ผมแทบจะซื้อหนังสือโน้ตเพลงใหม่ให้ลูกผมอย่างน้อยเดือนละเล่มกันเลยทีเดียว โอเคถ้าเป็นโน้ตเปียโนก็จะหาง่ายหน่อย เพราะเป็นเครื่องดนตรียอดนิยม

สถาบันดนตรีทั่วไปก็จะมีวางโชว์ และมีร้านหนังสือเฉพาะทางที่เกี่ยวกับโน้ตเพลงในเมืองไทยอยู่ 2-3 รายให้เรา เห็นวางขายอยู่

แต่ช้าก่อน หนังสือโน้ตเพลงเหล่านี้ถ้าซื้อไม่เป็นอาจช้ำใจภายหลังได้ เพราะมีบางครั้งที่ เกิดการปลอมแปลงโน้ตขึ้นมาขายกันเองของตัวแทนจำหน่ายเหล่านี้ เรียกว่า copy มาแต่ไม่ทั้งหมดกันการฟ้องร้องว่างั้น ผลก็คือเป็นความซวยของพวกเราไป เพราะพอครูที่สอนเห็นจะรู้ทันทีเลยว่านี่มัน ปลอม

เรื่องแบบนี้ถามครูผู้สอนดีที่สุดครับว่า เขาไว้วางใจตัวแทนจำหน่ายรายใด และรายใดต้องระวังเป็นพิเศษ หรือต้องเดินไปซื้อโน้ตเพลงกันที่ร้านนำเข้าหนังสือต่างประเทศที่อยู่ตามห้าง บอกเลยว่ามีน้อยและไม่เหมาะกับโน้ตที่จะเรียนกันมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเพลงตลาดๆ ซะมากกว่า

สำหรับการสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์แม้ใครจะว่าสะดวก แต่การที่เอาแน่เอานอนในเรื่องการจัดส่งและภาษีที่จะตามมาทำให้ทุกครั้งที่อย่างสั่งมันจึงลังเล

ที่จริงร้านหนังสือใหญ่ในห้างก็มีบริการสั่งแทนให้ได้นะครับ พวกนี้เขาจะมีประสบการณ์สูงอยากได้เล่มไหนเป็นพิเศษก็เข้าไปค้นในเว็บไซต์ขายหนังสือดังๆ แล้วบอกให้ร้านสั่งแทนให้ อาจโดนคิดค่าบริการเล็กน้อย แต่ก็สบายใจกว่ากันเยอะ แม้จะมีข้อจำกัดว่าสำนักพิมพ์นั้นต้องเป็นตัวแทนของเขาด้วยเช่นกัน

ส่วนตัวผมเองมีปัญหาการสั่งซื้อโน้ตเพลงของทางญี่ปุ่นอย่างมาก เพื่อนฝูงที่ไปเที่ยวที่นั่นผมฝากซื้อโน้ตเพลง โหลดหน้าปกไปให้ดู แต่ทุกรายไปร้านหนังสือแล้วไม่มีใครหาหนังสือที่ผมต้องการได้ สุดท้ายก็ต้องใช้บริการสั่งผ่านเว็บ Rakuten ซึ่งเป็นเว็บอีคอมเมิร์ชรายใหญ่ของที่นั่น และให้ไปส่งยังสถานที่ในญี่ปุ่น ก่อนที่จะให้เพื่อนไปรับยังจุดต่างๆ ที่กำหนดไว้ แล้วค่อยหิ้วเข้ามาในเมืองไทย ดูยุ่งยากสลับซับซ้อนน่าดู

เรื่องหนังสือและโน้ตเพลงเป็นเรื่องของการลงทุนอย่างหนึ่งนะครับ อย่าละเลยหรือมองข้ามเป็นอันขาด
เพราะถ้าลูกคุณจะเอาดีทางนี้การมีหนังสือพวกนี้อยู่ในมือจะเป็นเหมือนเครื่องมือให้เขาได้หยิบใช้งานได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโชว์ การสอน หรือแม้กระทั่งการศึกษา ตำราเหล่านี้จึงห้ามหาย ต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี

สรุปในเรื่องตำราเรียนทั้งในและนอกเวลา ถือว่ามีความสำคัญมาก เป็นต้นทุนที่เราต้องจ่าย และจะเป็นเครื่องมือชั้นดีให้กับลูกๆ ของเราในอนาคต ผู้ปกครองทั้งหลายควรจะศึกษาแหล่งซื้อเอาไว้ให้ดี เพราะเครื่องดนตรีแต่ละชนิดก็มีแหล่งซื้อที่แตกต่างกันไป

ทางที่ดีควรวางแผนเรื่องการแบ่งปันตำราเหล่านี้กันในอนาคต ก็จะถือว่าช่วยเหลือพวกเรากันเองได้อีกเยอะ

สุดท้ายก็คือ ผมขอเรียกร้องให้ค่ายเพลงในเมืองไทย เอาโน้ตเพลงของศิลปินในค่ายพิมพ์ออกขายอย่างเป็นทางการเสียที และควรเป็นโน้ตเพลงที่ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว จริงจัง ไม่ใช่ให้คนภายนอกมาแกะเพลงให้ หรือขายเพียงเนื้อร้องกับคอร์ดธรรมดา ถือว่าเป็นวิทยาทาน และน่าจะเป็นช่องทางการทำธุรกิจต่อไปในอนาคตได้

ส่วนคนที่เดินร้านหนังสือของคนไทยบ่อยๆ จะมีชั้นวางหนังสือดนตรีอยู่ หากลูกคนเรียนดนตรีแบบเรียนโน้ตเป็นเรื่องเป็นราว

ผมไม่แนะนำให้ซื้อหนังสือคู่มือการเล่นดนตรีชิ้นนั้นๆ ที่มักมีซองพลาสติกหุ้มอยู่นะครับ เพราะหนังสือพวกนี้จะเหมาะกับคนที่ไม่ได้เรียนเป็นจริงเป็นจังมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทุกเล่มนะครับ หลายเล่มก็ดีทีเดียว

อีกเรื่องหนึ่งคือ ผู้ปกครองเองก็ต้องไล่ตามให้ทันเทคโนโลยี เพราะเดี๋ยวนี้มีโน้ตเพลงออนไลน์ที่แชร์กันว่อนในเน็ต

ดังนั้นหูตาเหล่านี้พวกเราต้องกว้างไกล ได้ไฟล์มาแล้วบางครั้งไม่จำเป็นต้องพิมพ์เพราะเราสามารถเปิดดูได้จากเครื่องแท็บเล็ตได้เลย พกพาสะดวก ไม่ต้องพกกันเป็นกระเป๋า เป็นแฟ้มเหมือนเมือ่ก่อน

แต่ยังไงแล้วโน้ตเพลงที่มีลิขสิทธิ์ก็อย่าไปละเมิดกันหละครับ ขอร้อง