แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค่าเล่าเรียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค่าเล่าเรียน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้เมื่อสมัครเรียนเปียโนให้ลูกแล้ว(จบ)



โดย พ่อน้องเพลิน

จบ 5 เรื่องแรกไปแล้ว ตั้งแต่ อย่าไขว้เขวถ้าโรงเรียนจะเอาลูกเราไปเข้าคอร์สเบื้องต้นก่อน ต้องเลือกเรียน เดี่ยวเท่านั้นแบบอื่นไม่เอา ตรงเวลาเสมอเพราะเวลาเรียนเป็นเงินเป็นทอง ตำราต้องพร้อมถ่ายเอกสารไปได้จะดี และวางแผนซ้อมให้ลูกต้องทำเสมอ มีทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ผสมกันไป คราวนี้มาว่ากันต่อว่าอีก 5 ข้อจะเป็นอย่างไรลุยกันเลย

6. ใช้ไอทีให้เป็นประโยชน์กับการเรียน เดี๋ยวนี้หลายโรงเรียนเขาไฮเทคกันแล้ว แต่ถ้ายังไม่เราคงต้องผลักดันกันหน่อย สิ่งแรกที่เราต้องได้ก็คือ เวลาลูกเรียน และตอนเล่นเพลงโดยมีครูนั่งอยู่ด้วย บอกให้ครูหยิบมือถือมาถ่ายคลิปวิดีโอตอนลูกเล่นให้เราดูด้วย จะส่งขึ้น Youtube หรืออะไรก็แล้วแต่ บันทึกเป็นประวัติเอาไว้ เราจะได้เห็นลูกตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ เชื่อได้ว่าได้ใช้งานต่อไปในอนาคตแน่ และเราจะได้ปรึกษากับครูว่า เราต้องมาช่วยกันแก้ข้อผิดพลาดตรงไหน หรือเวลาเราไปเจอครูเปียโนที่อื่นเปิดให้เขาดูจะได้ทดสอบไปด้วยในตัวว่าครูเขาสอนถูกหรือไม่ เด็กบางคนกดเปียโนนิ้วแบมาเลย เพราะครูที่สอนไว้เล็บซะยาว ต้องมาแก้กันกว่าจะได้เล่นเอาเหนื่อย ความไฮเทคอย่างอื่นก็อย่างการตั้งกลุ่ม LINE หรือ FaceBook ขึ้นมาเพื่อสื่อสารระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง อาจเป็นทั้งกลุ่มเฉพาะคน หรือกลุ่มใหญ่เลย ก็ได้ ทำให้เราสามารถติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องการเรียนการสอนได้ตลอดเวลาและทันท่วงที

7. หาเปียโนที่เหมาะสมให้ลูก แหม๋สมัครเรียนเปียโนให้ลูก แต่ไม่มีเปียโนที่บ้านมันดูกระไรอยู่นะครับ ผมเคยเขียนเรื่องนี้เป็นจริงเป็นจังไปแล้ว ขอสรุปตรงนี้เลยครับว่า เปียโนที่บ้านจำเป็นต้องมี คราวนี้มีแบบไหนก็แล้วแต่กำลังทรัพย์ บ้านรวยมีเนื้อที่เยอะ จัดแกรนด์เปียโนไปเลย บ้านพอมีที่ เงินมีไม่มากแต่ก็ไม่เดือดร้อน แนะนำเปียโนอัพไรต์ มือหนึ่ง ส่วนมือสองต้องตาถึงจริงๆ ส่วนใครพื้นที่บ้านไม่เยอะ เงินยังไม่มีมาก และยังลังเลว่าลูกจะเรียนยาวหรือไม่ แนะนำเปียโนไฟฟ้าที่มีระบบทัชชิ่งใกล้เคียงกับเปียโนจริงๆ กดแป้นแล้วลูกสึกให้น้ำหนัก ราคาไม่เกิน 3 หมื่นบาท อย่าซื้อคียบอร์ดให้ลูกเพราะมันคนละเรื่องกัน

8. ต่อรองส่วนลด เทียบราคา บอกตามตรงว่าแต่ละโรงเรียนค่าเรียนจะไม่เท่ากัน เงื่อนไขต่างๆ ก็ไม่เท่ากัน และอำนาจการต่อรองก็ไม่เท่ากัน บนความไม่เท่ากันนั้นหลายคนไม่รู้ว่าจะพิจารณากันอย่างไร ถ้ามีเวลาลองอย่างนี้ครับ เอาคอร์สเรียนเปียโนแบบเดี่ยวมาเปรียบเทียบค่าชั่วโมงเรียนกันก่อน เช็คดูว่าหนึ่งเล่มที่เรียนจะใช้เวลาในแต่ละที่เท่าไหร่ บางที่ค่าเรียนถูกแต่กั๊กตอนเรียนนั่นคือ จะกำหนดเลยว่าเล่มหนึ่งจะสอนเสร็จภายในกี่ชั่วโมงแล้วจะเป๊ะ แม้ว่าลูกเราเรียนเก่งขนาดไหนก็ห้ามเรียนเร็วเกิน บางที่เก็บแพงหน่อยแต่อัดเต็มที่ ถ้าลูกเรียนเร็วก็จบเร็วไม่มีกั๊ก อย่างนี้คุณอยากให้เรียนที่ไหนดีหละครับ เป็นผมก็ยอมแพงหน่อยใช่ปะ แต่เมื่อเข้าเรียนแล้วจริงๆ เราต่อรองส่วนลดกับโรงเรียนได้ มาดูเงื่อนไขแต่ละอย่างให้ละเอียด บางทีลงเรียนหลายคอร์สจะได้ส่วนลดพิเศษ บางช่วงโรงเรียนมีโปรโมชั่น เราลูกค้าเก่าต้องขอใช้สิทธิ์ อย่าหยุดต่อรองครับ เชื่อผม ยังไงโรงเรียนต้องรักษาฐานลูกค้าเก่าอยู่แล้ว

9. เตรียมใจเรื่องความยาก-ง่าย ในแต่ละช่วงเวลา เรียนเปียโนเหมือนกับต้องทำใจไว้ล่วงหน้า ไม่รู้เป็นอะไรช่วงแรกที่ลูกเรียนเหมือนจะไปไวมาก ชั่วโมงละ 30 หน้าหนังสือก็มี เรียน 3 ชั่วโมงหมดเล่มกันแล้ว พ่อแม่ปลื้มอกปลื้มใจ แต่พอยิ่งเรียนสูงขึ้นไป หนังสือเล่มบางนิดเดียวเรียนกันเป็นปีไม่รู้จักจบ กว่าจะก้าวข้ามแต่ละขั้นลำบากยากเข็ญ ดังนั้นในระหว่างจะมีแทรกอะไรเพื่อให้ลูกได้พักผ่อน หรือให้ลูกเรียนอะไรในสิ่งที่ตัวเองชอบ ต้องคอยปรึกษากับครูตลอดเวลา ขืนปล่อยดุ่ยๆ เรียนตามหนังสืออย่างเดียวอาจเกิดอาการเครียดและผลงานไม่คืบหน้าก็เป็นได้ ดังนั้นผู้ปกครองต้องเข้าใจ และรู้แนวทางตลอดเวลา

10. หาเพื่อนซ้อม หาวงให้ลูกได้แสดงพลัง จะว่าไปแล้วการเรียนเปียโนนี่ถือเป็นเครื่องดนตรีที่เอกเทศพอสมควร เพราะมันจบได้ภายในตัวของมันเอง แต่การเรียนคนเดียวหลายครั้งมันพัฒนาการช้า การได้ไปรวมวงกับเพื่อนๆ จะทำให้พัฒนาของเด็กไปได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก ก่อนอื่นเหลียวมองในโรงเรียนดนตรีลูกก่อน ทางโรงเรียนมีนโยบายที่จะเตรียมวงหรือไม่ ถ้าไม่มีเราก็ต้องผลักดัน เปียโนกับนักร้องสักคน เปียโนกับไวโอลินสักตัว เปียโนกับวงป๊อปสักวง ลองจัดสมาชิกให้ครบและหาที่ซ้อมกันก็จะดี หรือถ้าในโรงเรียนดนตรีมันยาก จะไปหาในห้องเรียนโรงเรียนปกติ ก็ไม่เป็นข้อห้ามแต่อย่างใด แต่เราต้องกุลีกุจอ เจ้ากี้เจ้าการ จัดแจงให้ลูก ต้องรู้ว่านักร้องนำน่าจะเป็นคนไหน เพื่อนคนไหนเรียนดนตรีอะไรอยู่ จริงๆ เรื่องนี้ไม่ง่ายถ้าลูกเรายังเรียนประถมอยู่ แต่จะง่ายขึ้นเมื่อขึ้นมัธยมกันแล้ว

ครบทั้ง 10 ข้อ ทำได้ท้งหมดก็จะดีมาก แต่ถ้าทำไม่ครบไม่เป็นไร เอาแค่เรื่องสำคัญๆ ก็คงพอ หัวใจหลักตรงนี้คือความใส่ใจ การเข้าไปวางแผน การเข้าไปดูรายละเอียด และหาแนวทางส่งเสริมลูก หน้าที่เราคือปูทาง จะบอกว่าเราไม่มีเวลา เราไม่รู้จักแวดวงดนตรี ผมเชื่อว่าพ่อแม่กว่า 90% เป็นอย่างนั้น ดังนั้นเราต้องศึกษา และค่อยๆ หาหนทางไป ลูกเราจึงจะประสบความสำเร็จในอนาคต

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 เรื่องต้องทำถ้าตัดสินใจไปหาโรงเรียนเปียโน (จบ)



โดย พ่อน้องเพลิน

น้องเพลินไปสอน ukulele ให้เด็กที่ระยอง

มาว่ากันต่อจากบทความที่แล้วกันเลยครับ ถึง 5 ข้อที่เหลือ งานนี้รับรองอ่านแล้วได้ของดีแน่

6. ประสบการณ์สอนของครู แน่นอนหลายโรงเรียนมีครูประจำที่สอนกันมาอย่างยาวนาน หรือมีเด็กใหม่ที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย บางแห่งใช้คนที่เคยเป็นลูกศิษย์ของสถาบันอัพเกรดขึ้นมาเป็นครูสอน เรื่องนี้ไม่ผิดนะครับ เพราะเด็กพวกนี้เข้าใจระบบการสอนของโรงเรียนเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ผมอยากให้ดูที่สำคัญคือ สอนแล้วสอบได้กันเยอะหรือไม่ สอนแล้วมีสอบตกหรือเปล่า ที่สอบตกเป็นเพราะอะไร ที่ผ่านมาส่งสอบกันปีละกี่คน สอบกับสถาบันไหน ครูคนไหนสอนลูกศิษย์ได้คะแนนสอบเป็นอย่างไร ถ้ามีให้เลือกได้ยิ่งดี แต่เราไม่จำเป็นที่ต้องเลือกครูที่สอนลูกศิษย์ได้คะแนนสูงนะครับ เอาที่เคมีเข้ากับลูกเรา เพราะส่วนใหญ่ที่ลูกศิษย์ได้คะแนนสูงมักเป็นเพราะครูคนนั้นจุกจิกลงรายละเอียดทุกเม็ด ผมเจอมาแล้วครับลูกศิษย์ได้ 100 คะแนนเต็มตอนสอบ เพราะครูไม่ปล่อยเลยสักจุด ถ้ารู้ว่าลูกเราเอาแค่ผ่าน ไม่ต้องจุกจิกขนาดนั้นก็ได้ ก็เลือกคนอื่นจะดีกว่า ดังนั้น การเลือกประสบการณ์ของครูในการพานักเรียนสอบมีความสำคัญเลยครับ

7. ตาราเรียนพร้อมหรือไม่ เรื่องนี้มองว่าสำคัญหรือไม่สำคัญก็ได้ โรงเรียนใหญ่มักมีตรงนี้พร้อม และพร้อมจะยัดเยียดคุณให้ซื้อแบบยาวๆ บางโรงเรียนทำตำราของตัวเองไม่มีขายที่ไหน บังคับต้องซื้อจากโรงเรียนเท่านั้น ในญี่ปุ่นก็เป็นแบบนี้นะครับ ทำโน้ตของตัวเองขึ้นมาแบบว่าเรียบเรียงจากเพลงฮิตในตลาด ถือเป็นลิขสิทธิ์การเรียนการสอนของเขาเลย แต่สำหรับโรงเรียนเล็กเอาแค่มีตำราเรียนก็ถือว่าโอเคแล้ว เพราะตำราเรียนส่วนใหญ่ไม่ใช่ถูกๆ เล่มบางนิดเดียวเกือบครึ่งพันไปแล้ว และถ้าไม่มีเส้นสายการสั่งหนังสือเรียนจะต้องใช้เวลา ดังนั้นถ้าโรงเรียนมีพร้อม นั่นหมายความว่าต้องแบกสต็อกเอาไว้เอง ก็ถือว่าผู้ปกครองคลายความเสี่ยงไปได้บ้าง ยิ่งถ้าเดินเข้าไปที่ธุระการหรือหน้าโรงเรียนแล้วมีหนังสือขายให้เลือกมากมาย อันนี้ดีเลย เพราะเราจะได้ดูไปด้วยว่าลูกเราจะเรียนอะไร หรือจะเลือกอะไรให้ลูกเราเรียน เป็นการมองเห็นทิศทางไปกลายๆ เลยทีเดียว

8. การสร้างสภาวะแวดล้อมสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นนามธรรมและจับต้องยาก เราต้องเข้าไปสัมผัสเองถึงจะรู้ ความรู้สึกไหนบ้างหละที่เราควรสังเกต ประการแรก ลองนั่งดูพ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กที่มาส่งลูกเรียนก่อนที่เราจะลงเรียนดูบ้าง เด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร เช่น เด็กชอบแข่งขัน และรู้สึกโดนกดดันจากระบบการสอนของโรงเรียนหรือเปล่า หรือว่าเด็กสนุกสนาน แต่เฉื่อยแฉะกับการซ้อม บรรยากาศของครูที่นั่นตรึงเครียด นักเรียนสายใครสายมัน มีการแข่งขันกันในทีของครูที่สอน มีการรวมวงกันเล่นหรือเปล่า มีกิจกรรมเสริมอื่นๆ ที่จะต้องใช้เวลาของเด็ก หรือใช้เงินของผู้ปกครองเสริมอีกหรือไม่ ฯลฯ เยอะครับ บรรยากาศพวกนี้เราต้องซึมซับและรีบวิเคราะห์โดยเร็วก่อนตัดสินใจเลือกเรียนโรงเรียนนั้น

9. ความยืดหยุ่นของเวลาเรียน ปกติแม้เราจะลงคอร์สหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ให้กับลูกก็จริง แต่เชื่อเหอะหลายครั้งที่เราอาจจะต้องติดธุระ มาไม่ได้ หรือลูกป่วยเป็นต้น เวลาเรียนพวกนี้โรงเรียนที่ดีจะยืดหยุ่นให้เราพอสมควร แต่ก็มีหลายโรงเรียนที่อ้างว่าถ้าไม่มาเรียนจำต้องเสียสิทธิ์นั้นไป เพราะทั้งครูและห้องถูกจองสิทธิ์เอาไว้แล้ว เราไม่มาเขาก็ไม่สามารถโอนเวลาให้คนอื่นได้ อันนี้ก็ต้องตกลงกันตั้งแต่เริ่มว่าจะมีเงื่อนไขอย่างไร อีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าไม่ใช่เวลาเรียน เช่นไปก่อน หรือหลังเลิกเรียน ลูกเรามีสิทธิ์เข้าไปซ้อมในห้องก่อนได้หรือไม่อย่างไร หรือการติวพิเศษของครูจะทำได้หรือไม่ คุยกันให้ชัด เอาให้เป็นข้อตกลงกันไปเลย

10. ใกล้บ้านดีกว่าไกลบ้าน เดี๋ยวนี้โรงเรียนดนตรีมีอยู่ทุกแห่งของมุมถนน หรือว่าในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง แบรนด์ในห้างก็ดีนะครับ แต่ถ้าไปไม่สะดวก เรียนเสาร์อาทิตย์ต้องฝ่ารถติด ต้องไปวนหาที่จอด เจอนักชอปปิ้งเยอะแยะ รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ โรงเรียนแถวบ้านประเภทปั่นจักรยานไปเรียนได้ก็น่าจะวิเศษสุด ลูกได้มีเวลาพักผ่อน พ่อแม่ไม่ต้องเสียเวลาไปส่งไกล ไม่ต้องไปนั่งรอแวะกลับบ้านมาก่อนได้ เรื่องอย่างนี้ถ้าไม่เจอไม่รู้ ดังนั้นเลือกใกล้บ้าน สะดวก ครูสอนดี และมี 9 ข้อข้างบน ผมให้เลือกใกล้บ้านที่สุดครับ

ครับนี่คือบทสรุปสั้นๆ 10 ข้อ ถือเป็นข้อสังเกตตอนเดินไปเลือกโรงเรียนเปียโนให้ลูก แต่ถ้าคุณมองละเอียด ได้มากกว่านั้นก็ดีนะครับ ผมไม่อยากให้คุณเปลี่ยนโรงเรียนดนตรีให้ลูกบ่อยๆ อยากให้เรียนที่ไหนก็เรียนกันไปยาวๆ ดังนั้นคงต้องเลือกกันให้ดีนะครับ